|
|
||
|
(พระพุทธรูป ศิลปแบบอู่ทองสกุลช่างอู่ทองเนื้อสำริดปางมารวิชัยหน้าตัก 14 นิ้ว)
พายุแห่งสงครามที่ซึ่งพัดผ่านกาลเวลากว่า 417 ปีของกรุงศรี อยุธยา นับแต่พระสมเด็จรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทองทรงสร้างความเป็นไทย สืบเนื่องตอจากกรุงสุโขทัย ราชธานีเมืองเก่าแต่หนหลัง และจากนั้นทรงผลัดเปลี่ยนราชวงศ์หลายครั้ง ด้วยเหตุดังกล่าวนั้นอารยะธรรมศิลปะและพุทธศาสนาที่เจริญรุ่งเรืองอยู่ในสมัยนั้นจึงได้บังเกิดพระเครื่องและพระบูชาขึ้นมากมายหลายชนิด และมักเน้นหนักไปในทางคงกระพันชาตรีเป็นส่วนมาก ความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ความสวยของสาวเมืองกรุงที่ชดช้อยอ่อนหวานงดงาม ที่ยามเช้าสาวเจ้าก็สดใส ท่ามกลางสายหมอกที่เลือนลางเหมือนความฝัน อีกเสน่ห์ปลายจวักที่เจ้าปรุงนั้นก็ช่างอร่อยอย่างยากจะหาใดเปรียบ ยามค่ำเจ้าก็หุงข้าวเป่าไฟช่างเพียบพร้อมคุณสมบัติของกุลสตรียิ่งนักเป็นที่หมายปองของหนุ่มพม่าน้อยใหญ่เป็นยิ่งนัก อีกทั้งข้าวปลาอาหารนั้นมีมากมายเป็นที่อิจฉาของเหล่าคนเถื่อนดอยทางเหนือที่อยากมาปล้นชิงวีรชนหลายท่านต้องหลั่งเลือดชโลมดินครั้งแล้วครั้งเล่าได้รับชัยชนะหลายครั้งพ่ายแพ้ก็หลายหน จวบจนปี พ ศ 2310 กรุงศรีอยุธยาก็ถึงกาลวิบัติลงแต่กาลครั้งนั้น อันว่าของขลังที่สร้างเพื่อการสู้รบนั้นส่วนใหญ่จึงมักจะลงกรุไว้ ดังที่เราจะเห็นว่าเนื้อของพระที่นำมาสร้างนั้นส่วนใหญ่มักเป็นประเภทชินเงิน หรือชินปนตะกั่วก็มาก บางทีก็มีผิวปรอทวิ่งขาววับ ส่วนพระเนื้อดินนั้นเนื้อและผิวมักหยาบ อันจะเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความรีบเร่งในการสร้าง ได้มีผู้กล่าวว่าพระเครื่องของกรุงศรี อยุธยานั้นท่านเฮี้ยนจริงๆ การกรำศึกสงครามตลอดเวลาหลายร้อยปีของนักรบนักบวชและผู้ที่เรืองไสยเวชมานานนับร้อยๆปีนั้น เป็นเหตุให้วิทยาการด้านไสย์ศาสตร์นั้นรุดหน้าตามไปด้วย ดังนั้นพระเครื่องสมัย อู่ทอง-อยุธยานั้น จึงทรงไว้ซึ่งอานุภาพอันน่ามหัศจรรย์ และยังเต็มไปด้วยพลังและอาคมอันเข้มขลังซึ่งประทับทรง ผนึกแน่นยาวนานจากขอบฟ้าอยุธยาที่กรุ่นกลิ่นไอสงครามในวันนั้น สู่ขอบฟ้ากรุงเทพเมืองอมรในวันนี้อย่างหนักแน่นมิคลอนคลาย
(พระพุทธเจ้า ศรีศากยมุนีประทับยืน ศิลปแบบอู่ทองทรงเครื่อง หรือที่เรียกว่าอยุธยาทรงเครื่องน้อย) Bronze Ayutthaya
Buddha (Circa 13th-14th centuries and 14th-18th
centuries AD) ชนก เรื่อง,ภาพ |
||