Make your own free website on Tripod.com
 

 

 
 

             เมืองกำแพงเพชรนั้นเป็นเมืองเก่าแก่นานกว่า ๗๐๐ ปีแต่ไม่ปรากฏ หลักฐานผู้สร้าง ไม่เด่นชัดเหมือนเชียงใหม่ว่าพระเจ้าเม็งรายมหาราชได้สร้างไว้ ประวัติของเมืองกำแพงเพชรจึงมีทั้งประวัติที่วิเคราะห์ว่า น่าจะเป็นและตำนาน เอาตำนานกันก่อน ผมเคยเล่าถึงวัดพระธาตุจอมกิติ ที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายไปแล้วว่า            เมื่อปี พ.ศ. ๑๔๘๓ นั้นพระเจ้าพรหมมหาราช โอรสของพระเจ้าพังคราช ได้เสด็จขึ้นไปสร้างองค์พระบรมธาตุที่ดอยน้อย หรือที่เรียกว่าพระธาตุจอมกิติ อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงแสน ประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร แล้วบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ พระเจ้าพรหมมหาราชองค์นี้ มีบุญญาธิการมาก จนยกย่องให้เป็นมหาราชองค์แรกของไทย เมื่อประสูติ เมืองเชียงแสน ถูกขอมครอบครองอยู่ และขอมได้เนรเทศพระเจ้าพังคราช ราชบิดาของพระเจ้าพรหม ออกไปอยู่เมืองอื่น จนเมื่อพระเจ้าพรหมประสูติและฝึกปรือกำลังพล จัดหาอาวุธตลอดจนได้ช้างเผือกคู่บารมี จึงแข็งเมืองต่อขอม และจะไปตีเอาเชียงแสนคืนมา ขอมยกทัพมาปราบ (บ้างก็ว่าเป็นทัพขอมที่อยู่ ณ เมืองอุมงคเสนานคร หรือเมืองฝาง)

 

                       พระเจ้าพรหมก็ขี่ช้างเผือกพางคำออกต่อสู้และได้รับชัยชนะ พอชนะแล้วก็ขี่ช้างยกทัพโยธาไล่ตี พวกขอมหนีหัวซุกหัวซุนลงมาทางใต้ จนถึงที่ตั้งเมืองกำแพงเพชรในปัจจุบันนี้ ร้อนถึงพระอินทร์ "ทิพย์อาสน์เคยอ่อนแต่ก่อนมา กระด้างดังศิลาประหลาดใจ" (จากสังข์ทอง) พระอินทร์ส่องกล้องทิพย์ของท่านดูรู้ว่าหากไม่ช่วยขอม ขอมสูญพันธุ์แน่ จึงให้พระวิษณุกรรมเทวบุตรลงมา เนรมิตเมืองเป็นกำแพงศิลากั้นทางเดินทัพของพระเจ้าพรหมเอาไว้ ด้วยเทวานุภาพพระเจ้าพรหม ก็ไม่สามารถเดินทัพต่อไปได้ พวกขอมที่รอดตายพากันล่องลงแม่น้ำระมิง ล่องไปจนถึงฝั่งมหาสมุทร เมืองอินทปัตนครแดนกัมพูชา พระเจ้าพรหมกุมารยกทัพกลับนครโยนกนาคบุรี จึงได้ชื่อเมืองที่เทวดามาสร้างไว้นี้ว่า เมืองกำแพงเพชร
            ทีนี้มาดูจากประวัติจาก พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตเลขา ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ถือว่าเป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์ ได้กล่าวถึงเมือง ๓ เมือง ที่ซ้อนทับกันอยู่ในปัจจุบัน (ความจริงยังมีไตรตรึงษ์อีกเมืองหนึ่ง แต่ไม่มาทับเหมือนสามเมืองนี้) ๓ เมืองที่ว่าซ้อนทับกันคือ เมืองชากังราว นครชุม และกำแพงเพชรที่เกิดขึ้นทีหลัง
            ในพงศาวดารได้ทรงวิเคราะห์ไว้ว่า
            ต้องอธิบายเรื่องเมืองชากังราวไว้ตรงนี้สักหน่อยหนึ่งครับว่า ด้วยยังไม่ได้พบอธิบายในที่อื่นว่าเมืองชากังราว เป็นเมืองไหนแน่ในปัจจุบันนี้
            ในหนังสือพระราชพงศาวดารมีเรื่องเกี่ยวกับเมืองชากังราวหลายแห่ง ในตอนแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชนี้ เป็นอย่างมาก แต่ในพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ ยังออกชื่อเสียงชากังราวลงไปถึงแผ่นดิน สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ข้าพเจ้าได้ตรวจสอบแผนที่เข้ากับเรื่องที่มาใน พระราชพงศาวดารเห็นว่า เมืองชากังราวจะเป็นเมืองอื่น นอกจากเมืองกำแพงเพชรทุกวันนี้ไม่ได้ และได้พบหลักฐานประกอบในพระราชกฤษฎีกาของ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ เรียกชื่อเมือง "ชาดงราว" กำแพงเพชรควบไว้ดังนี้ (คำว่า ชาดงราว นั้นเชื่อได้แน่ว่า ผู้คัดลอกเขียนผิดมาจาก ชากังราวนั่นเอง อันนี้เป็นเพียงการสัญนิฐานนะครับ)
            ที่เมืองกำแพงเพชร ที่จริงมีเมืองตั้งติดต่อกันอยู่ถึง ๓ เมือง คือ เมืองหนึ่งอยู่ข้างฝั่งตะวันออกยังมีพระมหาธาตุอยู่ เมืองนี้ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเป็นเมืองเดิมที่มีชื่อเรียกว่า ชากังราว ต่อมาสร้างเมืองขึ้นอีกเมืองข้างฝั่งตะวันตก เมืองนี้เห็นชื่อในจารึกของพระมหาธรรมราชา (ลิไท) เรียกว่าเมืองนครชุม มีวัดวาอารามใหญ่โต ซึ่งเป็นฝีมือสร้างครั้งเมืองสุโขทัยเป็นราชธานีอยู่หลายวัด


          

                    ต่อมาเห็นจะเป็นด้วยเกิดเกาะขึ้นตรงหน้าเมืองนครชุม สายน้ำเปลี่ยนไปเดินข้างตะวันตก ทำให้เมืองนครชุมเป็นเมืองดอนไป จึงสร้างเมืองกำแพงเพชร เดี๋ยวนี้ขึ้นที่ริมแม่น้ำหน้าเมืองนครชุม มีป้อมกำแพงอย่างแข็งแรงไว้ต่อสู้ข้าศึก อยู่ตรงกับเมืองชากังราวเดิม  ชาวข้างใต้คงจะเรียกชื่อเมืองชากังราวอยู่ตามเดิมโดยมาก โหรจึงใช้ชื่อนั้นจดลงในปูมและพระราชกฤษฎีกาของ สมเด็จพระรามาธิบดี จึงใช้ควบกันทั้งชื่อเก่าและชื่อใหม่ ที่หนังสือพระราชพงศาวดารว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราช เสด็จยกกองทัพหลวงขึ้นไปตีเมืองชากังราวนั้นคือ ไปตีเมืองกำแพงเพชรเป็นแน่ โดยไม่มีที่สงสัย..... เป็นบทวิเคราะห์ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงวิเคราะห์ประวัติเมืองกำแพงเพชรไว้


            ยังมีแถมอีกนิดว่า สมัยกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานี สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) ยึดได้เมืองสุโขทัยไว้ในอำนาจ เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๒๑ และแบ่งอาณาเขตของสุโขทัยเป็น ๒ อาณาเขต คือ ให้พระมหาธรรมราชาที่ ๒ (พญาไสยลือไท แห่งราชวงศ์สุโขทัย) ปกครองเขตทางลำน้ำยม ลำน้ำน่าน และให้พระยาญาณดิศ ราชบุตรบุญธรรม ปกครองเขตทางลำน้ำปิง โดยมีเมืองชากังราวเป็นราชธานี แล้วเปลี่ยนเป็นเรียกชื่อว่ากำแพงเพชรตั้งแต่นั้นมา


          


          ด้านสถาปัตยกรรมของ สิ่งก่อสร้างในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรที่เป็นโบราณสถานนั้น ใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง การก่อสร้างกำแพงเมืองก็เช่นเดียวกัน จึงแข็งแรงมากและจึงได้ชื่อว่ากำแพงเพชร
            เอกลักษณ์ของโบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรนั้น หากสังเกตให้ดี จะเห็นความแตกต่างกว่าที่อื่น อย่างเห็นได้เด่นชัด คือ.-
            ๑.  ศิลาแลงที่จะนำมาก่อสร้างนั้นจะขุดเอามาจากบ่อใกล้สถาน ที่ก่อสร้างนั่นเอง บ่อจึงยังคงอยู่
            ๒.  ต้องมีสระน้ำขอบศิลาแลง
            ๓.  มีห้องน้ำ ศิลาแลง (มักจะอยู่ด้านหน้า)
            ๔.  มีศาลา (ศาลานั่งพักของผู้ที่มาทำบุญ มาทำธุรกิจในตัวเมือง)
            ๕.  เสาศิลาแลง จะฉาบวัสดุคล้ายฉาบด้วยปูน (น้ำอ้อย ปูนขาว ทราย หนังสัตว์ ยางไม้ น้ำ) คือเอกลักษณ์ที่จะพบในการ ก่อสร้าง โบราณสถานของกำแพงเพชร
           

                   ย้อนมาดูฝั่งนครชุม ซึ่งแต่ก่อนนั้นเป็นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขังในหน้าน้ำหลาก แต่ปัจจุบันนั้นเป็นที่ดอน คือฝั่งของเมืองนครชุมก่อนที่จะข้ามฟากมายังฝั่งกำแพงเพชร มีวัดสำคัญคือ วัดบรมธาตุ ซึ่งศิลาจารึกสมัยสุโขทัย หลักที่ ๓ ได้ค้นพบที่วัดนี้ ได้ระบุไว้ว่า พระเจ้าลิไท กษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย ได้เสด็จมาประดิษฐาน พระธาตุไว้ในเจดีย์ เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๐๐ เจดีย์พระบรมธาตุเดิมจึงน่าจะเป็นเจดีย์ยอดทรงดอกบัวตูม อันเป็นเจดีย์เอกลักษณ์ ของสุโขทัยราชธานี แต่มาในรัชสมัยของรัชกาลที่ ๕ เศรษฐีพ่อค้าไม้ชาวพม่าผู้หนึ่งขออนุญาตทำการบูรณะ จึงบูรณะด้วยการสร้างเจดีย์องค์ใหญ่ครอบเจดีย์เดิม และสร้างแบบเจดีย์ มอญ - พม่า เจดีย์ทรงนี้จะให้ความสำคัญแก่ฐานซ้อนลดหลั่น โดยสอบเข้าเพื่อขึ้นไปรองรับทรงระฆัง และเรียวต่อเนื่องขึ้นไปจนถึงยอด
            ลักษณะเจดีย์ของกำแพงเพชร จะแบ่งออกได้อย่างเด่นชัดว่ามี ๓ แบบ เวลาไปชมละก็ให้ยืนสังเกตดี ๆ จึงจะเห็นชัดว่ามีเจดีย์แบบสุโขทัยทรงดอกบัวตูม หรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์แบบหนึ่ง เจดีย์ทรงกลมรูประฆังคว่ำแบบลังกา ตอนล่างทำเป็นช้างหรือสิงห์โตอยู่โดยรอบ และเจดีย์แบบที่มีฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม มุมละห้าเหลี่ยม มีระฆังคว่ำแบบเจดีย์ลังกาอยู่ตอนบน

 

 
 

  ในนครชุม มีเจดีย์สำคัญอยู่องค์เดียว องค์อื่น ๆ มีแต่เล็ก ๆ และหากล่องใต้ลงมาตามลำแม่น้ำปิง อีกประมาณ ๑๘ กิโลเมตร จึงจะถึงเมืองเก่าอีกเมืองคือ ไตรตรึงษ์ ซึ่งเป็นเมืองเก่าร่วมสมัย เป็นเมืองสำคัญเช่นกัน เป็นที่ถือกำเนิด ของราชวงศ์อู่ทอง ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา


            ในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร วัดสำคัญคือ วัดพระแก้ว  ซึ่งพระแก้วมรกตนั้นก่อนที่จะไปพบกันจนมีประวัติแน่นอน ที่วัดพระแก้วในเมืองเชียงรายนั้น ก็สันนิษฐานกันว่าไปประดิษฐานมาหลายแห่งแล้ว เช่นที่ลังกาก็เคย และที่วัดพระแก้วนี้ก็เคยประดิษฐานเช่นกัน แต่หลักฐานไม่แน่นอน เหมือนพบที่เจดีย์เมืองเชียงรายถูกฟ้าผ่าจนแตกเห็นองค์พระ ที่ยังฉาบปูนเอาไว้ และต่อมาปูนที่ฉาบห่อหุ้มไว้แตกอีกครั้ง จึงพบว่าเป็นองค์พระพุทธรูปที่สร้างด้วยแก้วมรกต


            วัดพระแก้วสร้างอยู่ใจกลางเมืองโบราณ แต่ก็อยู่ติดกับถนนใหญ่ที่ไปสุโขทัย วัดพระแก้ว สร้างเป็นแนวยาวจากตะวันออกไปยังตะวันตก สร้างวิหาร กับเจดีย์คู่กันเป็นชุด ๆ วิหารมีฐานสูงใหญ่
   

         ทรงปรางค์ ที่เรียกว่าบุษบก เรียกกันเช่นนี้เพราะเชื่อว่า พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ตรงนี้ ส่วนเจดีย์ประธาน คือ เจดีย์ทรงระฆัง ใหญ่กว่าเจดีย์องค์อื่น ๆ ส่วนฐานมีซุ้มอยู่ ๓๒ ชั้น ภายในซุ้มเคยมีรูปสิงห์ประดับไว้ ส่วนชั้นเหนือขึ้นมามี ๑๖ ซุ้ม ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นที่ชำรุดเกือบทั้งหมด
            นอกจากนี้ภายในบริเวณวัด ยังมีซากอาคารและวิหาร อาคารยังเหลือส่วนฐาน มีพระพุทธรูปประทับนั่งอยู่ ๒ องค์ ประทับนอน ๑ องค์ ยังอยู่ในสภาพที่ดี ได้รับการบูรณะตกแต่งจนดูสะอาดตา และรื่นรมหมดแล้ว


            หากไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัด จะมีทางเข้ากลุ่มโบราณสถานหรือเรียกว่าวัดป่า อันเป็นส่วนสำคัญของอุทยานแห่งนี้  ภายในวัดป่ามีวัดที่สำคัญเช่น วัดพระนอน วัดนี้จะมีการสร้างที่ครบตามเอกลักษณ์ดังที่ได้เล่าไว้ คือ มีศาลาพัก มีสระน้ำ บ่อน้ำ วัดพระสี่อริยาบถ สี่ด้านสี่องค์คือพระอริยาบถ ยืน นอน นั่ง อีกองค์คือปางลีลา
 

      ริมฝั่งแม่น้ำปิง ณ ตรงที่ตั้งเมืองในปัจจุบันนี้ ดั้งเดิมมีเมืองเก่าอยู่ใกล้กันถึง ๓ เมือง สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ว่า.-
 

           เมืองแรกที่สร้างอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง ชื่อว่าเมืองชากังราว น่าจะสร้างในรัชกาลที่ ๔ แห่งสุโขทัย คือรัชกาลพระยาเลอไทย แห่งราชวงศ์สุโขทัย ประมาณ พ.ศ.๑๘๙๐ ยกฐานะเป็นเมืองลูกหลวง ต่อมาสมัยพระยาลิไทย รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงสุโขทัย ได้สร้างเมืองนครชุมขึ้นอีกเมืองหนึ่งทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง และได้ทรงสร้างถนนพระร่วงตัดจากศรีสัชชนาลัย ผ่านสุโขทัยมายังชากังราว

             ต่อมาสายน้ำเปลี่ยนทิศทางทำให้กัดเซาะตลิ่งด้านชากังราวไปมาก แต่ทางนครชุมกลายเป็นที่ดอนจึงสร้างเมืองใหม่ขึ้นมา มีป้อมกำแพงแข็งแรงยิ่งนักเรียกว่าเมืองกำแพงเพชร บางเอกสารกล่าวว่าเมื่อสุโขทัยอยู่ใต้อำนาจของกรุงศรีอยุธยาแล้ว จึงให้รวมเมืองนครชุมกับชากังราวเป็นกำแพงเพชร ในแผ่นดินพระบราราชาที่ ๑ (พงั่ว รัชกาลที่ ๒ ของกรุงศรีอยุธยา) แต่หากจะวิเคราะห์จากการที่แม่ปิงเปลี่ยนทางเดินไปกินพื้นที่ชากังราว ก็น่าจะสร้างขึ้นใหม่คือกำแพงเพชร


(ภาพถ่ายทางอากาศของแม่น้ำปิง ที่ไหลจากขวามาซ้ายด้านบนคือฝั่งนครชุม ด้านล่างคือฝั่งทุ่งเศรษฐี)

 

อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร
 

            คณะกรรมการมรดกโลกแห่งอนุสัญญาคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม และธรรมชาติของโลก ได้ประกาศเมื่อปี พุทธศักราช ๒๕๓๔ ในการประชุม ณ เมืองคาร์เทจ ประเทศตูนีเซีย  " ให้อุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย ศรีสัชชนาลัย และ กำแพงเพชร เป็นมรดกโลก " เพราะความงดงามอลังการของศิลปกรรม และสถาปัตยกรรมแห่งอาณาจักรสุโขทัย เป็นผลงานที่ล้ำเลิศของสถาปัตยกรรมไทยในยุคแรก และกรมศิลปากรได้อัญเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ มาเปิดอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรอย่างเป็นทางการ เมื่อ ๑๘ เมษายน ๒๕๓๔


            อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร แบ่งเป็น ๒ เขต คือ
            เขตภายในกำแพงเมือง พื้นที่ ๕๐๓ ไร่ มีโบราณสถานที่สำคัญคือ วัดพระแก้ว วัดพระธาตุ เขตวังโบราณ (สระมน) ศาลพระอิศวร กำแพงเมือง คูเมือง และป้อมประตูต่าง ๆ
            เขตนอกกำแพงเมือง เรียกกันว่า เขตอรัญญิก พื้นที่ ๑,๖๑๑ ไร่ ตั้งอยู่บนเนินลูกรังขนาดย่อม มีโบราณสถานที่สำคัญเป็นวัดขนาดใหญ่น้อยรวม ๔๐ แห่ง วัดที่สำคัญคือ วัดพระนอน วัดพระสี่อริยาบถ วัดสิงห์ วัดฆ้องชัย วัดนาคเจ็ดเศียร วัดกำแพงงาม วัดช้างรอบ และวัดอาวาสใหญ่
 

          

 กลุ่มโบราณสถานเขตอรัญญิกเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของกำแพงเพชร ด้วยโบราณสถานเหล่านี้รวมกลุ่มกันอยู่หนาแน่น ในบริเวณที่เป็นผืนเดียวกัน ตัวโบราณสถานที่เป็นของแท้ ฝีมือบรรพชนในยุคนั้น สภาพภูมิประเทศเป็นป่าธรรมชาติโดยรอบที่ยังอนุรักษ์ไว้ได้ แต่การเข้าชมก็ไม่ต้องกลัว เพราะอยู่ในพื้นที่ดูแลของกรมศิลปากร ต้องเสียค่าเข้าชม มีเจ้าหน้าที่ดูแลให้ความปลอดภัยแต่ก็ไม่เหมาะนักหากจะไปชมกันเพียง ๒ คน
            สถาปัตยกรรมเมืองกำแพงเพชร เกือบทั้งหมดเป็นศาสนสถานในพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงก์ โดยมีอายุไม่เก่าไปกว่าพุทธศตวรรษที่ ๑๙ หรือสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท แห่งกรุงสุโขทัย เช่นเดียวกับโบราณสถานในเมืองนครชุม ศาสนสถานเหล่านี้สร้างตามศิลปะสุโขทัย แต่มีอิทธิพลของล้านนา และอยุธยาเข้ามาปะปน เพราะกำแพงเพชรคือกึ่งกลางของล้านนากับอยุธยา เป็นผลให้ศิลปะที่ถูกผสมผสานนี้เรียกว่า " สกุลช่างเมืองกำแพงเพชร " แต่ที่มีพราหมณ์เข้ามาปนเช่นศาลพระอิศวร เพราะพุทธกับพราหมณ์นั้นแยกกันยาก แม้จะนับถือพุทธแต่เวลามีพิธีการต่าง ๆ ก็มีพราหมณ์ปน จึงเกิดศาลพระอิศวรขึ้น
            เอกลักษณ์ของโบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์ หรือในเมืองก็ตาม มักจะประกอบด้วยการก่อสร้างด้วยศิลาแลง (เว้นนครชุม สร้างด้วยอิฐ) ศิลาแลงนั้นเป็นหินชนิดหนึ่งเมื่ออยู่ใต้ดินมีลักษณะอ่อน ครั้นเมื่อนำขึ้นสู่บรรยากาศแล้วจะแข็งตัว และมีสีแดงหรือน้ำตาลเข้ม ศิลาแลงเกิดเป็นพืดใหญ่อยู่ใต้ดิน ขณะที่เปิดหน้าดินลงไปพบนั้นจะยังไม่แข็งนัก สามารถนำขวานหรือชะแลงเซาะเป็นร่อง และงัดเอาออกมาเป็นแท่งใหญ่ ๆ ได้ เมื่อยกขึ้นมาถูกอากาศแล้วต้องรีบถากตกแต่งก่อนที่จะแข็งตัว ศิลาแลงมีสารประกอบทางเคมีที่สำคัญคือ เหล็กออคไซด์ อลูมิเนียมออคไซด์ และ ซิลิคอนออคไซด์ แต่ถ้าหากหน้าดินถูกธรรมชาติเซาะออกไปเองทำให้ศิลาแลงโผล่ขึ้นมาเหนือพื้นดิน และเปื่อยยุ่ยกระจายเป็นดินลูกรัง


            โบราณสถานของอุทยานที่เป็นวัด ทั้งในเขตคามวาสี และอรัญวาสี จะสังเกตว่ามีการสร้างด้วยศิลาแลง จะมีบ่อศิลาแลงอยู่ไม่ไกลจากบริเวณที่ก่อสร้าง จะมีสระน้ำบางทีก็เกิดจากบ่อขุดศิลาแลง จะมี " ห้องน้ำ " หน้าทางเข้าสู่วัด อาจเพื่อให้ทำความสะอาดร่างกายก่อนเข้าวัดก็เป็นได้ ลักษณะเป็นเสาศิลาแลงตั้งล้อมเป็นห้อง และมีศาลา มีการนำเอาศิลาแลงแล้วจะฉาบด้วยวัสดุคล้ายปูน (น้ำอ้อย ปูนขาว ทราย หนังสัตว์ผสมน้ำ แช่กับยางไม้ นำมาคลุกเคล้ากัน นำมาฉาบหรือก่อยึดก้อนศิลาแลง )
            วัดพระแก้ว  ตั้งอยู่กลางเมืองกำแพงเพชร เป็นวัดสำคัญอยู่ติดกับบริเวณวัง
            วัดพระธาตุ  อยู่ทางตะวันออกของวัดพระแก้ว
            สระมน  หรือบริเวณวังโบราณ อยู่ด้านเหนือวัดพระแก้ว เข้าใจว่าบริเวณนี้คือวัง แต่ปราสาทราชฐานไม่เหลืออยู่เลย
            ศาลพระอิศวร  ตั้งอยู่ด้านหลังศาลจังหวัด แต่เทวรูปที่ตั้งไว้เป็นองค์จำลอง องค์จริงอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติกำแพงเพชร
            วัดป่ามืด  ไปทางพรานกระต่าย วัดจะอยู่ทางซ้ายมือ
            วัดพระนอน  อยู่ห่างจากวัดป่ามืดไปทางเหนือประมาณ ๑๕๐ เมตร วัดนี้มีเอกลักษณ์ของวัดในกำแพงเพชรโดยสมบูรณ์คือ มีบ่อน้ำสี่เหลี่ยม มีห้องอาบน้ำ และศาลา มีเสาศิลาแลงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเลยทีเดียว คือตัดมาทั้งแท่ง กว้าง ๑.๑ เมตร ยาว ๑.๑ เมตร สูง ๖.๔ เมตร วัดนี้อย่าข้ามไปต้องเข้าชม
            วัดพระสี่อริยาบถ  อยู่ต่อจากวัดพระนอนไปทางทิศเหนือ มีบ่อน้ำ ห้องอาบน้ำ อยู่หน้าวัดเช่นกัน สี่อริยาบถคือ เดิน นั่ง ยืน และนอน เวลานี้มีองค์ประทับยืนที่สมบูรณ์และงดงามมาก เป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย
            วัดพระสิงห์  ถัดจากวัดพระสี่อริยาบถไปทางเหนือ แบ่งเขตพุทธาวาส ล้อมรอบด้วยเขตสังฆาวาส
            วัดช้างรอบ  เป็นวัดที่สร้างบนยอดเนิน มีพระเจดีย์ทรงลังกา มีช้างทรงเครื่องครึ่งตัวจำนวน ๖๘ เชือก
            วัดอาวาสใหญ่  เป็นวัดที่มีคูน้ำล้อมรอบ มีเจดีย์ทรงระฆัง มีช้างล้อมรอบ ๑๖ เชือก
            สถานที่น่าสนใจอื่น ๆ คือ.-

  วัดพระบรมธาตุ  ตั้งอยู่ในกลางเมืองนครชุม เป็นเจดีย์พระเจ้าลิไทเสด็จมาสถาปนาและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้เมื่อ พ.ศ.๑๙๐๐ เดิมเป็นเจดีย์ทรงข้าวบิณฑ์ ต่อมาพ่อค้าชาวกะเหรี่ยงของปฏิสังขรณ์ เลยกลายเป็นเจดีย์แบบพม่าไป
 

(พระซุ้มกอ หนึ่งในของวิเศษเมืองกำแพง ,อ่านในเรื่องพระซุ้มกอ )

            วัดซุ้มกอ  เป็นวัดขนาดเล็กอยู่ทางใต้ของนครชุม มีเจดีย์ฐานแปดเหลี่ยม แบบลังกา เคยขุดพบพระเครื่องซุ้มกอจำนวนมาก
            ให้สังเกตว่าเจดีย์ในเมืองโบราณกำแพงเพชรนี้จะมีครบ ๓ แบบคือ ทรงลังกา ทรงข้าวบิณฑ์ และทรงระฆัง ยากที่จะหาชมได้ครบในสถานที่บริเวณใกล้เคียงกัน
            กำแพงป้อมทุ่งเศรษฐี  อยู่ริมถนนพหลโยธิน ก่อนถึงทางแยกเข้าเมือง เป็นป้อมศิลาแลง
            วัดเจดีย์กลางทุ่ง  อยู่ตรงข้ามสถานีขนส่ง มีเจดีย์ทรงดอกบัวตูม
            วัดหนองพิกุล  เป็นวัดสำคัญของนครชุม
            หลวงพ่ออุโมงค์  วัดสว่างอารมณ์ อยู่ในตำบลนครชุม เป็นพระพุทธรูปเชียงแสน งดงามยิ่ง
 

           พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ  ขอให้เข้าไปชม อยู่ใกล้กับศาลหลักเมือง มีศิลปวัตถุ สมัยทวาราวดี สมัยลพบุรี รัตนโกสินทร์ ควรเข้าชมก่อนที่จะไปชมโบราณสถาน จะได้มีพื้นฐานการไปชม เปิดตั้งแต่ ๐๙.๐๐ ครับ รักพระกำแพงแพชรต้องรอบรู้เมืองกำแพงด้วยครับเวลามองพระจะได้นึกออกว่าท่านเคยผ่านสภาพแวดล้อมเช่นไรมา สภาพดินกำแพง สภาพกรุเป็นเช่นไรเป็นต้นครับ  ว่ามาเสียยาวเลยนะครับเดิมกะจะว่าสักสองพารากราฟไปไปมามา ยาวไปหน่อยขออภัยด้วยครับ

(ความงดงามของศิลปแบบสุโขทัยที่สร้างจากดินเมืองกำแพง นี่คือ พระกำแพงเม็ดขนุนที่เป็นของวิเศษอีกอย่างของเมืองกำแพง)

 

เรื่องโดย     ชนก หล้านามวงศ์

ขอบพระคุณภาพบางส่วน จาก           กรมศิลปากร ,ค้นหาอดีตจากเมืองโบราณ อ ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม,จากห้วงอวกาศสู่ผืนแผ่นดินไทย

ขอบพระคุณข้อมูลบางส่วนจาก          อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร , หนังสือของกรมสมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพ ,, จดหมายเหตุต่างจาก จังหวัดกำแพงเพชร ,และเพื่อนๆพี่ๆทุกท่านที่คอยโทรไปถามตอนดึกๆ