|
|
||
|
เมืองกำแพงเพชรนั้นเป็นเมืองเก่าแก่นานกว่า ๗๐๐ ปีแต่ไม่ปรากฏ หลักฐานผู้สร้าง ไม่เด่นชัดเหมือนเชียงใหม่ว่าพระเจ้าเม็งรายมหาราชได้สร้างไว้ ประวัติของเมืองกำแพงเพชรจึงมีทั้งประวัติที่วิเคราะห์ว่า น่าจะเป็นและตำนาน เอาตำนานกันก่อน ผมเคยเล่าถึงวัดพระธาตุจอมกิติ ที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายไปแล้วว่า เมื่อปี พ.ศ. ๑๔๘๓ นั้นพระเจ้าพรหมมหาราช โอรสของพระเจ้าพังคราช ได้เสด็จขึ้นไปสร้างองค์พระบรมธาตุที่ดอยน้อย หรือที่เรียกว่าพระธาตุจอมกิติ อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงแสน ประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร แล้วบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ พระเจ้าพรหมมหาราชองค์นี้ มีบุญญาธิการมาก จนยกย่องให้เป็นมหาราชองค์แรกของไทย เมื่อประสูติ เมืองเชียงแสน ถูกขอมครอบครองอยู่ และขอมได้เนรเทศพระเจ้าพังคราช ราชบิดาของพระเจ้าพรหม ออกไปอยู่เมืองอื่น จนเมื่อพระเจ้าพรหมประสูติและฝึกปรือกำลังพล จัดหาอาวุธตลอดจนได้ช้างเผือกคู่บารมี จึงแข็งเมืองต่อขอม และจะไปตีเอาเชียงแสนคืนมา ขอมยกทัพมาปราบ (บ้างก็ว่าเป็นทัพขอมที่อยู่ ณ เมืองอุมงคเสนานคร หรือเมืองฝาง)
พระเจ้าพรหมก็ขี่ช้างเผือกพางคำออกต่อสู้และได้รับชัยชนะ
พอชนะแล้วก็ขี่ช้างยกทัพโยธาไล่ตี พวกขอมหนีหัวซุกหัวซุนลงมาทางใต้
จนถึงที่ตั้งเมืองกำแพงเพชรในปัจจุบันนี้ ร้อนถึงพระอินทร์ "ทิพย์อาสน์เคยอ่อนแต่ก่อนมา
กระด้างดังศิลาประหลาดใจ" (จากสังข์ทอง)
พระอินทร์ส่องกล้องทิพย์ของท่านดูรู้ว่าหากไม่ช่วยขอม ขอมสูญพันธุ์แน่
จึงให้พระวิษณุกรรมเทวบุตรลงมา
เนรมิตเมืองเป็นกำแพงศิลากั้นทางเดินทัพของพระเจ้าพรหมเอาไว้
ด้วยเทวานุภาพพระเจ้าพรหม ก็ไม่สามารถเดินทัพต่อไปได้
พวกขอมที่รอดตายพากันล่องลงแม่น้ำระมิง ล่องไปจนถึงฝั่งมหาสมุทร
เมืองอินทปัตนครแดนกัมพูชา พระเจ้าพรหมกุมารยกทัพกลับนครโยนกนาคบุรี
จึงได้ชื่อเมืองที่เทวดามาสร้างไว้นี้ว่า เมืองกำแพงเพชร
ต่อมาเห็นจะเป็นด้วยเกิดเกาะขึ้นตรงหน้าเมืองนครชุม สายน้ำเปลี่ยนไปเดินข้างตะวันตก ทำให้เมืองนครชุมเป็นเมืองดอนไป จึงสร้างเมืองกำแพงเพชร เดี๋ยวนี้ขึ้นที่ริมแม่น้ำหน้าเมืองนครชุม มีป้อมกำแพงอย่างแข็งแรงไว้ต่อสู้ข้าศึก อยู่ตรงกับเมืองชากังราวเดิม ชาวข้างใต้คงจะเรียกชื่อเมืองชากังราวอยู่ตามเดิมโดยมาก โหรจึงใช้ชื่อนั้นจดลงในปูมและพระราชกฤษฎีกาของ สมเด็จพระรามาธิบดี จึงใช้ควบกันทั้งชื่อเก่าและชื่อใหม่ ที่หนังสือพระราชพงศาวดารว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราช เสด็จยกกองทัพหลวงขึ้นไปตีเมืองชากังราวนั้นคือ ไปตีเมืองกำแพงเพชรเป็นแน่ โดยไม่มีที่สงสัย..... เป็นบทวิเคราะห์ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงวิเคราะห์ประวัติเมืองกำแพงเพชรไว้
ย้อนมาดูฝั่งนครชุม ซึ่งแต่ก่อนนั้นเป็นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขังในหน้าน้ำหลาก
แต่ปัจจุบันนั้นเป็นที่ดอน
คือฝั่งของเมืองนครชุมก่อนที่จะข้ามฟากมายังฝั่งกำแพงเพชร มีวัดสำคัญคือ
วัดบรมธาตุ ซึ่งศิลาจารึกสมัยสุโขทัย หลักที่ ๓ ได้ค้นพบที่วัดนี้
ได้ระบุไว้ว่า พระเจ้าลิไท กษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย ได้เสด็จมาประดิษฐาน
พระธาตุไว้ในเจดีย์ เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๐๐
เจดีย์พระบรมธาตุเดิมจึงน่าจะเป็นเจดีย์ยอดทรงดอกบัวตูม อันเป็นเจดีย์เอกลักษณ์
ของสุโขทัยราชธานี แต่มาในรัชสมัยของรัชกาลที่ ๕
เศรษฐีพ่อค้าไม้ชาวพม่าผู้หนึ่งขออนุญาตทำการบูรณะ
จึงบูรณะด้วยการสร้างเจดีย์องค์ใหญ่ครอบเจดีย์เดิม และสร้างแบบเจดีย์ มอญ -
พม่า เจดีย์ทรงนี้จะให้ความสำคัญแก่ฐานซ้อนลดหลั่น
โดยสอบเข้าเพื่อขึ้นไปรองรับทรงระฆัง และเรียวต่อเนื่องขึ้นไปจนถึงยอด
|
||
|
ในนครชุม มีเจดีย์สำคัญอยู่องค์เดียว องค์อื่น ๆ มีแต่เล็ก ๆ และหากล่องใต้ลงมาตามลำแม่น้ำปิง อีกประมาณ ๑๘ กิโลเมตร จึงจะถึงเมืองเก่าอีกเมืองคือ ไตรตรึงษ์ ซึ่งเป็นเมืองเก่าร่วมสมัย เป็นเมืองสำคัญเช่นกัน เป็นที่ถือกำเนิด ของราชวงศ์อู่ทอง ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา
ทรงปรางค์ ที่เรียกว่าบุษบก
เรียกกันเช่นนี้เพราะเชื่อว่า พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ตรงนี้ ส่วนเจดีย์ประธาน
คือ เจดีย์ทรงระฆัง ใหญ่กว่าเจดีย์องค์อื่น ๆ ส่วนฐานมีซุ้มอยู่ ๓๒ ชั้น
ภายในซุ้มเคยมีรูปสิงห์ประดับไว้ ส่วนชั้นเหนือขึ้นมามี ๑๖ ซุ้ม
ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นที่ชำรุดเกือบทั้งหมด
ริมฝั่งแม่น้ำปิง ณ
ตรงที่ตั้งเมืองในปัจจุบันนี้ ดั้งเดิมมีเมืองเก่าอยู่ใกล้กันถึง ๓ เมือง
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ว่า.-
เมืองแรกที่สร้างอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง ชื่อว่าเมืองชากังราว น่าจะสร้างในรัชกาลที่ ๔ แห่งสุโขทัย คือรัชกาลพระยาเลอไทย แห่งราชวงศ์สุโขทัย ประมาณ พ.ศ.๑๘๙๐ ยกฐานะเป็นเมืองลูกหลวง ต่อมาสมัยพระยาลิไทย รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงสุโขทัย ได้สร้างเมืองนครชุมขึ้นอีกเมืองหนึ่งทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง และได้ทรงสร้างถนนพระร่วงตัดจากศรีสัชชนาลัย ผ่านสุโขทัยมายังชากังราว ต่อมาสายน้ำเปลี่ยนทิศทางทำให้กัดเซาะตลิ่งด้านชากังราวไปมาก แต่ทางนครชุมกลายเป็นที่ดอนจึงสร้างเมืองใหม่ขึ้นมา มีป้อมกำแพงแข็งแรงยิ่งนักเรียกว่าเมืองกำแพงเพชร บางเอกสารกล่าวว่าเมื่อสุโขทัยอยู่ใต้อำนาจของกรุงศรีอยุธยาแล้ว จึงให้รวมเมืองนครชุมกับชากังราวเป็นกำแพงเพชร ในแผ่นดินพระบราราชาที่ ๑ (พงั่ว รัชกาลที่ ๒ ของกรุงศรีอยุธยา) แต่หากจะวิเคราะห์จากการที่แม่ปิงเปลี่ยนทางเดินไปกินพื้นที่ชากังราว ก็น่าจะสร้างขึ้นใหม่คือกำแพงเพชร
(ภาพถ่ายทางอากาศของแม่น้ำปิง ที่ไหลจากขวามาซ้ายด้านบนคือฝั่งนครชุม ด้านล่างคือฝั่งทุ่งเศรษฐี)
อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร คณะกรรมการมรดกโลกแห่งอนุสัญญาคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม และธรรมชาติของโลก ได้ประกาศเมื่อปี พุทธศักราช ๒๕๓๔ ในการประชุม ณ เมืองคาร์เทจ ประเทศตูนีเซีย " ให้อุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย ศรีสัชชนาลัย และ กำแพงเพชร เป็นมรดกโลก " เพราะความงดงามอลังการของศิลปกรรม และสถาปัตยกรรมแห่งอาณาจักรสุโขทัย เป็นผลงานที่ล้ำเลิศของสถาปัตยกรรมไทยในยุคแรก และกรมศิลปากรได้อัญเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ มาเปิดอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรอย่างเป็นทางการ เมื่อ ๑๘ เมษายน ๒๕๓๔
กลุ่มโบราณสถานเขตอรัญญิกเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของกำแพงเพชร
ด้วยโบราณสถานเหล่านี้รวมกลุ่มกันอยู่หนาแน่น ในบริเวณที่เป็นผืนเดียวกัน
ตัวโบราณสถานที่เป็นของแท้ ฝีมือบรรพชนในยุคนั้น
สภาพภูมิประเทศเป็นป่าธรรมชาติโดยรอบที่ยังอนุรักษ์ไว้ได้
แต่การเข้าชมก็ไม่ต้องกลัว เพราะอยู่ในพื้นที่ดูแลของกรมศิลปากร
ต้องเสียค่าเข้าชม
มีเจ้าหน้าที่ดูแลให้ความปลอดภัยแต่ก็ไม่เหมาะนักหากจะไปชมกันเพียง ๒ คน
วัดพระบรมธาตุ ตั้งอยู่ในกลางเมืองนครชุม
เป็นเจดีย์พระเจ้าลิไทเสด็จมาสถาปนาและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้เมื่อ พ.ศ.๑๙๐๐
เดิมเป็นเจดีย์ทรงข้าวบิณฑ์ ต่อมาพ่อค้าชาวกะเหรี่ยงของปฏิสังขรณ์
เลยกลายเป็นเจดีย์แบบพม่าไป
(พระซุ้มกอ หนึ่งในของวิเศษเมืองกำแพง ,อ่านในเรื่องพระซุ้มกอ ) วัดซุ้มกอ
เป็นวัดขนาดเล็กอยู่ทางใต้ของนครชุม มีเจดีย์ฐานแปดเหลี่ยม แบบลังกา
เคยขุดพบพระเครื่องซุ้มกอจำนวนมาก พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ขอให้เข้าไปชม อยู่ใกล้กับศาลหลักเมือง มีศิลปวัตถุ สมัยทวาราวดี สมัยลพบุรี รัตนโกสินทร์ ควรเข้าชมก่อนที่จะไปชมโบราณสถาน จะได้มีพื้นฐานการไปชม เปิดตั้งแต่ ๐๙.๐๐ ครับ รักพระกำแพงแพชรต้องรอบรู้เมืองกำแพงด้วยครับเวลามองพระจะได้นึกออกว่าท่านเคยผ่านสภาพแวดล้อมเช่นไรมา สภาพดินกำแพง สภาพกรุเป็นเช่นไรเป็นต้นครับ ว่ามาเสียยาวเลยนะครับเดิมกะจะว่าสักสองพารากราฟไปไปมามา ยาวไปหน่อยขออภัยด้วยครับ (ความงดงามของศิลปแบบสุโขทัยที่สร้างจากดินเมืองกำแพง นี่คือ พระกำแพงเม็ดขนุนที่เป็นของวิเศษอีกอย่างของเมืองกำแพง)
เรื่องโดย ชนก หล้านามวงศ์ ขอบพระคุณภาพบางส่วน จาก กรมศิลปากร ,ค้นหาอดีตจากเมืองโบราณ อ ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม,จากห้วงอวกาศสู่ผืนแผ่นดินไทย ขอบพระคุณข้อมูลบางส่วนจาก
อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร , หนังสือของกรมสมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพ ,,
จดหมายเหตุต่างจาก จังหวัดกำแพงเพชร
,และเพื่อนๆพี่ๆทุกท่านที่คอยโทรไปถามตอนดึกๆ |