|
|
Discoverythailand |
|
||
|
พระกำแพงเม็ดขนุนในทรรศนะของผม เมืองนครชุม
ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิงฝั่งตะวันตก มีเจดีย์รูปทรงแบบพม่าอยู่ 1 องค์ ด้านใต้
มีพระอุโบสถ มีพระพุทธรูปสำริดสมัยสุโขทัยและสมัยอยุธยาหลายองค์ด้วยกัน
เดิมทีเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ที่เจ้าพระยาลิไทเสด็จมาสถาปนาและบรรจุพระบรมสารริกธาตุไว้ภายในเมื่อปี
พ.ศ. 1900 ต่อมาพญาตะก่า (แซกอ) หรือแซงพอพ่อค้าไม้เมืองกำแพงเพชร
ซึ่งมีจิตศรัทธาได้บูรณะปฏิสังขรพระเจดีย์ในวัดพระธาตุ เมืองนครชุม เมื่อปี
พ.ศ. 2404 (จุลศักราช 1233)ภายหลังจากการบูรณะพระเจดีย์ในปี พ.ศ. 2392
พระเครื่องแห่งเมืองกำแพงเพชร ก็ได้แตกกรุออกมาจากวัดพระธาตุ เป็นปฐมฤกษ์
ในบรรดาพระเครื่องแตกกรุจากวัดแห่งนี้
มีพระกำแพงซุ้มกอและกำแพงทุ่งเศรษฐีอยู่ด้วย (ฝากกรุ) เรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของพระกำแพงเม็ดขนุน ก็คือสีสำหรับสีนั้นพระพิมพ์นี้มีเกือบทุกสีในระบวนการสีของพระเครื่องด้วยกัน กล่าวคือ จำพวกสกุลแดง ก็จะมีความแดงที่ไม่สดนัก ถ้าเข้มก็จะเป็นแดงคล้ำดังเช่นสีชาดก้อน หรือถ้าอ่อนก็เช่นสีอิฐ จากนั้นก็เป็นแดงอมเหลืองอันเป็นสีที่สว่างอันออกในลักษณะสีส้ม ซึ่งจะมีความจัด อ่อนลดหลั่นกันไปอีก และจำพวกเหลืองแก่ นี้จะเป็นสีที่สดสวยกว่าสีอื่นทั้งมวล ในสกุลพระกำแพงเม็ดขนุนด้วยกัน นอกจากนั้นก็เป็นจำพวกเหลือง สีเหลืองนี้มีสีค่อนข้างแห้งและนวลเช่นใบไม้แห้ง พิกุล แห้งมากกว่าเหลืองสด เหลืองสดที่ปราศจากการอมแดงนั้นพบน้อย นอกจากนี้ความอ่อนของสีเหลืองยังปรากฏอีกหลายระดับ จนถึงสีใบลานหรืออ่อนกว่าซึ่งบางท่านนิยมกำหนดเป็นสีขาวก็มี สำหรับสีสำคัญและดูง่ายที่สุดก็คือพวกสีน้ำตาล สีน้ำตาลของพระกำแพงเม็ดขนุนนั้น เป็นสีน้ำตาลเหลืองคล้ำ และแทรกด้วยเขียวเท่าเล็กน้อย กับมีความอ่อนแตกต่างออกไปอีกหลายระดับ ตั้งแต่น้ำตาลสีขี้ผึ้งผสมจนถึงน้ำตาลแก่เม็ดมะขาม พระกำแพงเม็ดขนุนสีน้ำตาลนั้น เป็นจำพวกเนื้อละเอียดนุ่มแทบทั้งสิ้นจึงดูง่ายมาก นอกจากพระเนื้อละเอียดนุ่มปานกลาง และทั้งสีและเนื้อมีกจะมีความสม่ำเสมอทั่วทั้งองค์ เนื้อแบบนี้ถ้าหากมิได้ใช้แล้วเมื่อใช้แว่นขยายมากเท่าส่องดู จะเห็นความละเอียดยิบของมวลสารที่ประกอบกันเป็นหนึ่งเนื้อเกษตร แต่ถ้าเป็นพระผ่านการใช้แล้วลักษณะดังกล่าวจะคงไว้ตามซอกต่างๆ ส่วนเนื้อที่สึกเพราะสัมผัสก็มักจะดูนุ่มจัดมากเช่นกัน สำหรับสีผิวนั้นโดยข้อสันนิษฐานทั่วๆ ไปนั้นก็คงจะมีเช่นกัน แต่อาจจะน้อยโดยจะมีเฉพาะบางองค์ที่อยู่ในซากกรุ ซึ่งสัมผัสสิ่งภายในน้อยครั้ง จนทำให้ลักษณะความเหนียว-แกร่งของผิวลดลง ราดำอาจจะเกิดในลักษณะเขียวแกอมดำเกาะ แต่เท่าที่เคยพบนั้นเป็นพระกำแพงเม็ดขนุนเนื้อดินละเอียดเนื้อนุ่มสีแดงอมเหลือง (สีส้มสุก) ซึ่งพบในซากกรุเก่าข้างแนวซากกำแพง โดยกรุคงจะเสียหาย เพราะความหักพังตามธรรมชาติที่เก็บพระจึงถูกน้ำผ่านเป็นเนืองนิจ ผิวเริ่มเปื่อยยุ่ยลักษณะความแกร่งของผิวหมดไป โดยมีราเกาะเป็นสีเขียวคล้ำคล้ายตะไคร้น้ำ แต่ยังไม่คล้ำแก่ดังเช่นราดำที่กล่าวถึงกรณีนี้หากอยู่นานต่อไปอาจจะเป็นไปได้ที่จะแปรสภาพเป็นเช่นนั้น ผู้พบพระชุดนี้เล่าว่าในขณะพบครั้งแรกนั้น (ประมาณ พ.ศ.2496) สังเกตผิวดินรอบๆ บริเวณมีความชื้นมากเมื่อหยิบพระครั้งแรกนี้ขึ้นมาดูจับแรงไปทำให้บี้ไปเสียหลายองค์ ผลที่สุดต้องค่อยๆ เอาขึ้นมาถูกลม-แดดพอหมาดจึงแยกเป็นองค์ๆ ได้
จากที่ได้กล่าวถึงพระกำแพงเม็ดขนุนเนื้อดินมาแล้วนี้ พอจะสรุปการแบ่งลักษณะของเนื้อดินได้ดังนี้ 1. ชนิดเนื้อแน่นนุ่มจัดเป็นเนื้อละเอียดผิวเนื้อประหนึ่งขี้ผึ้ง มีความมันลึกจากเงาสว่างเกิดง่ายเมื่อถูกเช็ดถู บางองค์ปรากฏวัสดุคล้ายเยื่อบางๆ ในสภาพผิวโดยจะหายไปได้เมื่อลบเงาสว่างออกไป เนื้อที่มีแทบทุกสีและที่จัดมากมักจะมีสีอมน้ำตาลทั้งแก่และอ่อน หากจะมีการผ่านแล้วถ้าเป็นสีจำพวกแดงหรือแดงส้มมักจะมีสีเหลืองผ่าน ส่วนว่านดอกมะขามละเอียด และเม็ดแร่จะปรากฏน้อย หรือไม่ปรากฏ ถ้ามีก็เป็นเมล็ดเล็กๆ ลักษณะคราบจะปรากฏตามซอกหรือร่างเล็กๆ 2.
ชนิดเนื้อละเอียดนุ่มเป็นเนื้อละเอียดประเภทเกษร
ผิวเนื้อไม่แน่นเนียนมีความมันจากเงาสว่างไม่ลึกนัก
เนื้อมีความสม่ำเสมอแทบทั่วทั้งองค์ สีที่พบแล้วอยู่ในสกุล
จำพวกแดงแต่อมคล้ำและแดงประหนึ่งชาดก้อนก็เคยปรากฏ
ส่วนความผ่านของเนื้อที่ปรากฏคือ สีเหลือง ผิวชั้นนอกมักจะสึกหรอ เพราะธรรมชาติ
อันทำให้คราบเกาะได้ยาก สำหรับว่านดอกมะขามและแร่ เท่าที่พบยังไม่เคยปรากฏ |
นอกจากนี้พระกำแพงเม็ดขนุนเนื้อละเอียดนุ่ม
จัดเมื่อมีการแต่งผิวด้วยการใช้สำลีเช็ดจนมีความสว่างปรากฏนั้น
ถ้าพินิจพิเคราะห์ให้ดีอาจจะมีบางองค์ที่เห็นบริเวณซอก และร่องต่างๆ
คล้ายเป็นฝ้า หรือเยื่อขาวใสฉากบางๆ
ปรากฏอยู่ลักษณะนี้เมื่อเนื้อพระถูกความชื้นเข้าเล็กน้อยก็จะหายไป
และในกรณีที่สึกมากๆ เนื้อชาะห์ให้ดีอาจจะมีบางองค์ที่เห็นบริเวณซอก
และร่องต่างๆ คล้ายเป็นฝ้า หรือเยื่อขาวใสฉากบางๆ
ปรากฏอยู่ลักษณะนี้เมื่อเนื้อพระถูกความชื้นเข้าเล็กน้อยก็จะหายไป
และในกรณีที่สึกมากๆ เนื้อช้ำเพราะการใช้ปราศจากการทนุถนอม
ลักษณะฝ้านี้จะน้อยลงหรือหมดไปได้ซึ่งฝ้านี้จะเกิดได้อย่างไรก็สุดจะพิจารณาออกได้
อาจจะเป็นลักษณะเฉพาะของมวลสารที่ผสมในเนื้อนั้นนั่นเองเป็นสำคัญ
และได้เคยถามนักสะสมพระรุ่นเก่าท่านบอกว่าเป็นฝ้าว่านที่ผสมอยู่
จากการพิจารณาพระกำแพงเม็ดขนุนแล้วได้หลักบางประการอันประกอบด้วย 1.
บริเวณส่วนที่ยังมีเศษรักติดอยู่มักจะไม่เกิดคราบและรักนี้เมื่อร่อนออกไปแล้วปรากฏฝ้าขาวจับหนือผิว
พอสังเกตเห็นสีเนื้อพระได้กำไร
สำหรับพระกำแพงเม็ดขนุนที่บรรจุในกรุ ต่างๆ ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง เมืองกำแพงเพชรนี้หากจะแบ่งแยกความแตกต่างของเนื้อดิน ที่มีอยู่ตามกรุแล้วจะพิจารณาได้ในขอบเขตกว้างๆ เท่านั้น เพราะหลักฐานที่ปรากฏลางเลือนมาก อันล้วนแต่เป็นคำบอกเล่าต่อๆ กันมาเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นหากจะกำหนดแนวกว้างๆ ก็จะปรากฏว่า เนื้อชนิดละเอียดนุ่มจัดเท่านั้นมักจะมีในกรุวัดพระบรมธาตุและกรุใหญ่-น้อยที่อยู่ใกล้เคียงกัน โดยจะมีเนื้อรวมทั้งสีต่างๆ ละม้ายกันส่วนกรุที่มีอาณาบริเวณห่างออกไปอีกแต่ยังอยู่ในละแวกทุ่งเศรษฐีด้วยกันนั้นประเภทเนื้อนุ่มแน่นจัดปรากฏน้อย โดยเฉพาะของกรุวัดพิกุล แม้ว่าเนื้อละเอียดเช่นกันแต่ก็จะมีความนุ่มน้อยกว่า โดยจะเป็นประเภทเนื้อค่อนข้างแกร่งเสียเป็นส่วนใหญ่ส่วนประเภทเนื้อละเอียดนุ่มแต่ความเนียนของผิวไม่แน่นนักจะมีความสม่ำเสมอของเนื้อดีทั่วองค์ ก็จะปรากฏมีอยู่ในกรุต่างๆ ใกล้เคียงกันกับกรุวัดพระบรมธาตุเป็นส่วนมาก ส่วนที่อยู่ห่างออกไปนั้น ไม่ค่อยพบ หากจะพิจารณาในด้านมวลสารสำคัญที่ผสมในเนื้อดิน อันได้แก่ว่านดอกมะขามกับเม็ดแร่แล้วจะปรากฏว่า เนื้อของกรุวัดพิกุลมักจะมีขนาดใหญ่ละจำนวนมากกว่าของกรุพระบรมธาตุ ประเภทเนื้อดินคราบแดง-เหลืองทางกรุวัดพิกุลมักจะมีความแกร่งมากกว่ากรุวัดพระบรมธาตุและจำพวกเนื้อเขียว
ที่ผิวนุ่มนั้นยังไม่เคยพบว่ามีทางกรุวัดพิกุลโดยส่วนมากมักจะพบที่กรุย่านกลางของกรุทุ่งเศรษฐีอนึ่ง
สำหรับเนื้อดินของพระกำแพงเม็ดขนุนฝั่งตะวันออก เป็นจำพวกเนื้อละเอียด
เช่นเดียวกันแต่ความนุ่มมีน้อย นอกจากบางองค์ที่ผ่านการใช้พอสมควร
เมื่อได้รับการแต่งผิวก็ปรากฏความนุ่มขึ้นบ้างแต่น้อยกว่าของกรุวัดพระบรมธาตุมาก
แต่พบบางองค์ที่มีผิวบ่งลักษณะ คล้ายการเคลือบบางๆ
ดังกล่าวมาแล้วในตอนต้นซึ่งลักษณะการเคลือบนี้
แม้จะมีความมันก็แตกต่างไปจากความมันอันเกิดจากเนื้อนุ่ม
และพระกำแพงเม็ดขนุนตามกรุต่างๆ ในฝั่งนี้
นอกจากเนื้อจะแตกต่างไปจากฝั่งตะวันตกแล้วหากนำพิมพ์พระไปพิจารณาประกอบการเปรียบเทียบแล้ว
ก็จะปรากฏให้เห็นว่าเป็นพระที่สร้างต่างยุคกันโดยทางฝั่งตะวันออกน่าจะสร้างหลังกว่า
|
|||
|
|