| |
|
|
"
ลำพูน"
นครแห่งวัฒนธรรม
เรื่องเล่าจากเมืองหริภุญไชย ปรากฏอยู่ในหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ว่า
นานมาแล้วมีฤาษีองค์หนึ่งชื่อวาสุเทพ สร้างเมืองใหม่ขึ้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำกวง
ครั้นสร้างเมืองสำเร็จหาคนมาครองเมืองไม่ได้จึงส่งทูตพร้อมด้วยชายฉกรรจ์ 500
คนไปขอผู้ครองเมืองแก่กษัตริย์ลุวปุระ ทูตใช้เวลาเดินทาง 1
ปีกลับมาพร้อมอัญเชิญพระนางจัมมเทวีหรือพระนางจามเทวี
พระธิดาของเจ้าเมืองลุวปุระหรือเมืองละโว้ที่กำลังทรงครรภ์ได้สามเดือนมาเป็นผู้ครองเมือง
เมื่อพระนางจามเทวีรับการอภิเษกขึ้นเป็นเจ้าครองเมืองขณะนั้นเมืองยังไม่มีชื่อ
ต่อมาชาวเมืองเรียกเมืองนี้ว่า หริภุญไชย
โดยถือเอาตอนที่อัญเชิญพระนางจามเทวีขึ้นนั่งอภิเษกบนกองทองคำ ในภาษาบาลี หริ
แปลว่า ทองคำ
การล่มสลายของอาณาจักรหริภุญไชย
เกิดขึ้นเมื่อพระเจ้ายีบาเสียเมืองแก่พระขุนเม็งรายแห่งอาณาจักรล้านนา
การถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมระหว่าง สองอาณาจักรจึงเกิดขึ้น
ปรากฏเป็นหลักฐานทางศิลปกรรมของหริภุญไชยอยู่ทั่วไปในอาณาจักรล้านนา
ในกาลต่อมาอาณาจักรล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าและในที่สุดก็กลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของราชอาณาจักรสยาม
มีผู้ครองนครสืบต่อกันเรื่อยมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
เจ้าผู้ครองนครองค์สุดท้ายของนครหริภุญไชยหรือลำพูนก็คือ
พลตรีเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตยเมื่อพ.ศ.
2475 เมืองนี้ก็มีฐานะเป็นจังหวัดหนึ่งสืบมานับตั้งนั้น
ท่องโบราณสถานเมืองหริภุญไชย
วัดวาอารามมากมายในเมืองลำพูนตั้งอยูในระแวกใกล้ๆกัน
คือแถบอำเภอเมืองหรือในดั้งเดิมก็คือบริเวณหริภุญไชยนคร
ดังนั้นการเดินทางเที่ยวชมวัดและปูชนียสถานในลำพูนจึงเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบายของนักท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมประการหนึ่ง
วัดพระธาตุหริภุญไชย มีคำกล่าวชื่นชมถึงความวิจิตรอลังการของศิลปเก่าแก่
เชื่อกันว่าสร้างมานานนับพันปี แต่เดิมสร้างเป็นแบบซุ้มมณฑป ครั้นต่อมามีการบูรณะปฏิสังขรณ์โดยสร้างพระเจดีย์ขึ้นใหม่ตามรูปแบบลังกาด้วยสมัยนั้นมีสัมพันธไมตรีแน่นแฟ้นกับลังกา
รวมทั้งศิลปกรรมล้านนาไทยในสมัยนั้นก็ถ่ายทอดรูปแบบมาจากลังกาส่วนที่น่าอัศจรรย์อย่างหนึ่งของพระธาตุหริภุญไชยก็คือ
พระเจดีย์นี้สร้างมาเป็นเวลานับพันปีก็ยังคงงดงามดังเดิม
ไม่มีรอยผุร้าวหรือรอยตำหนิใดๆและเป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนอยู่ไม่เสื่อมคลาย
เดินทางจากตัวเมืองไปราว 1 กิโลเมตรจะถึงวัดพระยืน
วัดแห่งนี้เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ
ทั้งยังเป็นวัดสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของลำพูน
และตามหลักฐานโบราณวัตถุต่างๆในวัดพระยืนปัจจุบันจึงสันนิษฐานได้เป็นอย่างแน่นอนว่าวัดอรัญญิการามและวัดพุทธอารามก็คือวัดพระยืนนี้เอง
และเลยไปทางตะวันตกของตัวเมืองลำพูนเพียง 1 กิโลเมตร ก็จะถึงวัดจามเทวี
อันเป็นที่ตั้งของสถูปเจดีย์องค์หนึ่งชื่อว่า สุวรรณจังโกฏเจดีย์
ซึ่งบรรจุอัฐิของพระนางจามเทวี วัดจามเทวีมีชื่อเรียกสามัญว่า วัดกู่กูด
เป็นวัดที่มีศิลปงดงามตามแบบขอม ส่วนลักษณะเจดีย์เป็นสี่เหลี่ยมแบบพุทธคยาในประเทศอินเดีย
ห่างจากลำพูนออกไปทางทิศใต้ประมาณ 20 กิโลเมตรในเขตอำเภอป่าซาง
เป็นที่ตั้งของวัดพระพุทธบาทตากผ้า เล่ากันมาว่า
ค้นพบตั้งแต่สมัยแรกเมื่อพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่ในดินแดนสุวรรณภูมิและเข้ามาถึงแดนล้านนาไทยพบรอยพระพุทธบาทนี้
ครั้นพระนางจามเทวีครองเมืองก็ได้สร้างอุโมงค์ครอบรอยพระพุทธบาทถวายเป็นพุทธบูชา
วัดสำคัญในเมืองลำพูนยังมีอีกมากมาย วัดมหาวันวนาราม ต้นตำรับพระรอดหลวง
วัดพระคงฤาษีหรือวัดอนันทรามอันมีพระคง
เป็นพระเครื่องปางมารวิชัยที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองลำพูน
นอกจากนั้นสิ่งสำคัญที่มีเรื่องเล่าว่าตกทอดมาตั้งแต่สมัยแห่งความรุ่งเรืองของหริภุญไชยนครในเมืองลำพูนนี้ได้แก่
กู่ช้างกู่ม้า อนุสาวรีย์สุเทวฤาษี พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติหริภุญไชย
อนุสาวรีย์พระนางจามเทวี พระธาตุห้าดวงและบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์บนดอยขะม้อ
ใช้สำหรับสรงน้ำพระธาตุหริภุญไชยในงานเทศกาลแปดเป็งและน้ำในพิธีพุทธาภิเษกสำหรับพระมหากษัตริย์ไทย
วัดและปูชนียสถานเหล่านี้แม้จะไม่โดดเด่นมากนักในแง่ของการท่องเที่ยวตามนิยามของคนบางกลุ่ม
หากแต่สำหรับผู้ที่ใฝ่หาการเข้าถึงรากเหง้าแห่งวัฒนธรรมและชนชาติของตนเองแล้ว
ลำพูนคือจังหวัดหนึ่งที่มีแต่สิ่งน่าชื่นชม
เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวอย่างที่ยากจะหาจังหวัดใดเทียบได้
ลำพูนเป็นเมืองสำหรับผู้ที่รักในความสงบนุ่มนวลของศิลปวัฒนธรรมและประเพณีที่เรียบง่ายงดงาม
สิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในลำพูนมิใช่แค่ลำไยหวาน
ทว่าชาวลำพูนอยากให้ผู้คนรู้จักพวกเขามากไปกว่านี้
ศิลปการทอผ้าของลำพูนขึ้นชื่อในความงดงามของผ้าไหมยกดอก
ที่ลวดลายวิจิตรงดงามสมกับเป็นผ้าทรงสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ
ความละเอียดอ่อนในฝีมือการทอผ้าของชาวลำพูนรวมไปถึงชาวเขาผู้มีน้ำอดน้ำทนในการทอผ้าทั้งผ้าไหมและผ้าฝ้าย
นอกจากนั้นงานฝีมือด้านอื่นๆในจังหวัดลำพูนก็มีทั้งการแกะสลักไม้ที่บ้านทา
การสานหมวกใบลานและไม้ไผ่ซางที่บ้านเส็ง
การผลิตเครื่องปั้นดินเผาและอีกมากมายที่เกิดจากภูมิปัญญาการสร้างสรรค์ของชาวบ้าน
ฝีมือท้องถิ่นที่น่าชื่นชม
ภาพท่องเที่ยวของลำพูน
เมืองลำพูนอยู่ระหว่างลำปางและเชียงใหม่
เป็นเมืองเล็กมากแต่ว่าจุดสนใจที่โดดเด่นด้านแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติใช่จะแห้งแล้ง
หากแต่ไม่มีแรงดึงดูดผู้คนจำนวนมหาศาล ดังเช่น จังหวัดข้างเคียง
เป็นภาพของเมืองที่มีจุดสนใจทางวัฒนธรรมสูงมากกว่าความสงบงามตามธรรมชาติ
นอกจากนั้นลำพูนยังมีอุทยานแห่งชาติดอยขุนตานในเขตอำเภอแม่ทา อุทยานแห่งชาติแม่ปิงในเขตอำเภอลี้
ถ้ำยางวี ถ้ำเอราวัณ อ่างเก็บน้ำพระราชดำริแม่เส้า ฯลฯ
เหล่านี้ล้วนสร้างชื่อเสียงให้แก่ลำพูนเป็นอย่างมาก
ขณะเดียวกันพุทธศาสนาก็เข้ามามีความผูกพันอยู่กับวิถีชีวิตของชาวลำพูนอย่างแน่นแฟ้น
งานศิลปกรรม ศิลปวัตถุที่สร้างขึ้นมาล้วนเพื่อศรัทธาในศาสนา อย่างเช่น
งานประเพณีที่สำคัญคือ งานบุญสลากภัต งานประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุหริภุญไชยที่มีชาวบ้านเข้าร่วมกันมากมายทุกปีซึ่งแสดงถึงพลังศรัทธาในพุทธศาสนาที่ยังไม่เสื่อมคลายไปจากใจชาวบ้านถิ่นล้านนาไทย
ประเพณีแต่ละอย่างมีแก่นอยู่ในตัวเอง
เป็นความคิดของชาวบ้านชาวเมืองที่ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่กระทำไปโดยไร้ความหมาย
ประเพณีแต่ละอย่างของลำพูนผูกพันร้อยรัดด้วยความศรัทธาอย่างเหนียวแน่นในพุทธศาสนา
สิ่งนี้เองที่จะรักษาเอกลักษณ์ความเป็นชาวเมืองลำพูนให้คงความเป็นตัวเองต่อไป
ไม่เพลี่ยงพล้ำให้แก่ความฉาบฉวยของสังคมเมืองไปอย่างง่ายดายนัก.
|
|
| |
|
|
ตามรอย
"ครูบาวงศ์" นักบุญของชาวเขาก่อนแวะนมัสการพระพุทธบาทห้วยต้ม
หากใครที่มีโอกาสเดินทางไปเยือนเมืองลี้
อำเภอปลายสุดด้านทิศใต้ของจังหวัดลำพูนที่มีอาณาเขตติดกับอำเภอเถินจังหวัดลำปาง
สมัยก่อนการเดินทางมาเมืองลี้ต้องใช้เวลานานหลายวันอาจเป็นเพราะถนนหนทางต้องขึ้นเขาลงห้วย
เมืองลี้ซุกซ่อนตัวเองมาเนิ่นนานตาปีกระทั่งเมื่อ 10 ปีก่อน ราชการ
สร้างและขยายหนทางทำให้การเดินทางเข้าสู่ดินแดนอันเงียบสงบเมืองนี้สะดวกและรวดเร็วกว่าเดิม
ผมเองแม้จะเดินทางไปเยือนเมืองแห่งนี้แทบจะนับครั้งได้
ทว่าการได้เข้าไปสัมผัสกลิ่นอายวัฒนธรรมของคนภูเขาที่บ้านห้วยต้ม
อาการราวเด็กน้อยได้ขนมหวานมักจะเกิดขึ้นกับผมเสมอ
บ้านห้วยต้มเป็นหมู่บ้านของชาวเขาเผ่าปกาเกอะญอหรือกะเหรี่ยงทั้งหมด 600
หลังคาเรือนมีคนอาศัยอยู่เกือบ 3,000
คนซึ่งพวกเขาได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านห้วยต้มเมื่อปี 2514
หลังจากที่ราชการ สร้างเขื่อนยันฮี หรือ เขื่อนภูมิพล ขึ้น
ชาวเขาเหล่านี้ไม่มีที่ทำกิน การอพยพเข้ามาอยู่ในระยะแรกมีความยากลำบากมาก
เพราะพื้นที่บางส่วนเป็นหินศิลาแลง และสภาพทั่วไป มีความแห้งแล้ง
ชาวกะเหรี่ยงบางคนไม่สามารถทนอยู่ได้ต้องอพยพไปอยู่ในที่ใหม่
พวกที่ทนอยู่ได้ก็ตั้งหน้าทำงานต่อสู้กับอุปสรรคอันแห้งแล้งของธรรมชาติ
ครูบาชัยยะวงศาพัฒนาหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ครูบาวงศ์
ท่านเป็นผู้หนึ่งซึ่งมีส่วนสำคัญในฐานะที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านห้วยต้ม
นอกจากนั้นท่านยังเป็นพระนักพัฒนาและนักก่อสร้างอีกด้วย
ชีวิตในวัยเยาว์ของท่านมีความลำบากยากแค้น ท่านเคยเล่าว่าเมื่อายุประมาณ 3
ขวบท่านชอบเอาดินมาปั้นแต่งเป็นบ้าน ปั้นวัว ปั้นควายและพระพุทธรูป เอาข้าวเปลือกมตบแต่งเป็นพระเนตรแล้วก็กราบไหว้เอง
จนเมื่ออายุได้ประมาณ 6 ปีพอที่จะช่วยโยมพ่อทำงานได้
มีอยู่ครั้งหนึ่งโยมพ่อพาลูกๆออกไปทำไร่ โยมแม่ได้นำอาหารกลางวันมาส่งให้
หลังจากที่กินอาหารเรียบร้อยแล้วโยมพ่อจึงอบรมสั่งสอนลูกๆว่า
"ตอนนี้พ่อแม่ก็อดลูกทุกคนก็อดแต่ทุกคนอย่าท้อแท้ใจ ค่อยทำบุญไปเรื่อยๆ
บุญมีภายหน้าก็จะสบาย"
เมื่อท่านอายุได้ 13 ปีจึงบวชเป็นสามเณรกับครูชัยลังกา
ตอนบวชเป็นสามเณรท่านมีควมขยันหมั่นเพียรและเคารพครูบาอาจารย์เป็นที่สุด
จนเพื่อนที่บวชด้วยกันเกิดความไม่พอใจพากันกลั่นแกล้ง
กระทั่งเมื่อหลวงพ่ออายุได้ 20
ปีจึงอุปสมบทโดยมีครูบาพรหมจักรเป็นพระอุปัชฌาย์และออกเดินธุดงค์ไปบำเพ็ญสมณธรรมกับท่านเป็นเวลา
2 ปี จากนั้นท่านก็ได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม
ท่านได้บุกเบิกปฏิสังขรณ์และก่อสร้างถาวรวัตถุหลายอย่าง อาทิ
วิหารครอบรอยพระพุทธบาท
พระเจดีย์สำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธรูปจำนวนกว่า 8 หมื่น 4
พันองค์ โดยเฉพาะวิหารครอบรอยพระพุทธบาทใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 34 ปี
ความเป็นมาของวัดพระพุทธบาทห้วยต้มซึ่งเรียบเรียงโดย นันทวัน
กล่าวถึงเมื่อครั้งพุทธกาล สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดเวไนยสัตว์ในที่ต่างๆ
ครั้งหนึ่งพระองค์เสด็จมาถึงดงไม้ตาลแล้วขึ้นประทับบนจอมดอยแห่งหนึ่ง
เรียกว่าดอยนางพี่ได้ประทานพระเกศาธาตุ 1 เส้นให้พวกละว้าที่มาเฝ้าอยู่ ณ
ที่นั้นบรรจุไว้ในพระเจดีย์ ต่อมาเรียกว่า ดอยนางนอนจอมแจ้ง
(เพราะเสด็จมาถึงที่นั่นตอนรุ่งเช้า) ต่อมามีพญาเมืองเถิน พ่อฤาษีและหมอพรานอีก
8 คนหาบเนื้อสดเดินมาพบเข้าไม่มีอะไรจะถวายจึงเอาเนื้อมาถวาย
พระพุทธองค์ก็ไม่ฉันพวกพรานจึงเอาเนื้อไปกองรวมกันไว้
พวกละว้าที่อยู่ในบริเวณนั้นจึงไปต้มข้าวมาถวาย
สมเด็จพระจอมไตรจึงทรงรับมาฉันและให้ศีลให้พรพวกละว้า
พระพุทธองค์จึงทรงประทับรอยพระบาทไว้และทรงรับสั่งว่า
"ถ้าผู้ใดปฏิบัติได้ตามที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนก็เหมือนอยู่ใกล้
ถ้าไม่ปฏิบัติก็เหมือนอยู่ไกล" จากนั้น จึงทรงประทานนามที่นั่นว่า
"ห้วยต้มข้าว" ต่อมาเรียกเพี้ยนมาเป็น "ห้วยต้ม"
ซึ่งเป็นชื่อวัดพระพุทธบาทห้วยต้มในปัจจุบัน
วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม
เป็นวัดที่มีความสวยงามด้านศิลปกรรมแบบผสมระหว่างล้านนากับพม่า
โดยเฉพาะพระธาตุเจดีย์ทรงแหลมเรียวรายล้อมด้วยเจดีย์ขนาดเล็กอีก 16 องค์
ภายในศาลารอบองค์พระธาตุเจดีย์จะมีรูปปั้นของเกจิอาจารย์ชื่อดังของประเทศกว่า
30 องค์
และภายในศาลาหลังใหญ่ยังเป็นที่ตั้งศพของครูบาชัยยะวงศาพัฒนาบรรจุในโลงแก้วให้ศรัทธาประชาชนได้กราบไหว้
การเดินทางไปยังวัดพระพุทธบาทห้วยต้มใช้เส้นทางสายลำพูน-ลี้ระยะทางประมาณ
108 กิโลเมตรจะมีทางแยกขวามือเข้าสู่วัดพระพุทธบาทห้วยต้มอีกประมาณ 8 กิโลเมตร.
|
|
|
|
|
|
ขอบคุณข้อมูลจาก อบจ.ลำพูน |
|