Make your own free website on Tripod.com
         
 
 
  เป็นธรรมดาอยู่ว่าเนื้อโลหะประเภทสำริดนั้นเป็นโลหะชนิดผสมกันมีทั้งมีความบริสุทธิ์มากและไม่บริสุทธิ์เลยครับ ในกรณีที่มีโลหะ ผสมกันอยู่หลายๆชนิดนั้นนอกจากจะใช้หลังการแยกธาตุ หรือมอง หากระแสโลหะแล้วหลักการพิจรณาจากสีสรรของสนิมที่เกิดจากการ สันดาบหรือเกิดอ๊อกไซด์ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยทุกอย่างต้อง สอดคล้องและเข้ากันได้กับเนื้อโลหะ ก็เพียงแต่อาศัยหลักธรรมชาติ ของโลหะวิทยาเข้าช่วยครับ เช่นเนื้อโลหะที่มีส่วนผสมทองแดง และทองเหลืองก็มีสีฟ้าและเขียวโดยหลักความเป็นไปได้แล้วมักไม่ มีสีเดียวและมักจะเกิดกับเนื้อโลหะที่เริ่มจะหมดยางแล้ว ภายหลังจาก ที่เริ่มเปลี่ยนสี โดยมากมักมิใด้เกิดบนโลหะที่สดๆเด็ดขาดเว้นแต่ว่า นำไปเร่งมาหรือสภาพแวดล้อมที่อับชื้น หรืออยู่ในสถานที่ที่มีความ เป็นกรดเป็นด่างสูงครับ เช่นเคยมีผู้พบพระพุทธรูปทองคำที่มีสนิม เขียวและสนิมแดงที่บริเวณ อ.แม่สอดและอ.พบพะจ.ตากผู้ชำนาญการหลายๆท่านก็แย้งว่าไม่เคยเห็นและเป็นไปไม่ได้หากต่เมื่อ ผ่านกระบวนทดสอบและการคาร์บอนเทสแล้ว จากการศึกษาตารางธาตุและ สภาพแวดล้อมที่เป็นแร่สังกะสีและหินปูนที่มีความเป็นด่างสูงก็พบว่ามีความเป็นไปได้ในระดับสูงเลยทีเดียว  
  ภาพพระพุทธรูปเชียงแสนสิงห์หนึ่งที่แสดงให้เห็นเนื้อโลหะที่หมด ยางแล้วโดยมีการยึดเกาะกันในระดับอานุภาคที่น้อยลงครับ อย่าง เช่นพระพระพุทธรูปเชียงแสนสิงห์หนึ่งหน้าตัก 16 นิ้วองค์นี้อายุ ราว 700-800 ปีไม่เกินนี้ หากแต่เนื้อโลหะที่แสดงออกถึงความเก่า ในลักษณะนี้หากไม่ใช้รายละเอียดทางศิลปเป็นเกณฑ์ในการคะเน อายุขัยแล้วละก็ อาจมีความเป็นไปได้สูงว่าอายุของพระอาจถึง 1000 ปีกว่า ก็เพราะว่าในสมับโบราณนั้นมักนำสำริดเก่ามาหลอมใหม่ อาจบางทีเป็นพระพุทธรูปที่ชำรุด และหลอมซ้ำๆกัน จากยุคสู่ยุค จากสมัยสู่สมัยอย่างนี้เรื่อยมา จึงเป็นคำตอบที่ว่า บางทีแล้วทำไม พระพุทธรูปที่มีศิลปสมัยอู่ทองหากเนื้อหาของสำริดกลับเก่าแก่ราว นับพันๆปี    
 

  จากภาพพระหัตถ์นี้จะสามารถสังเกตุเห็นว่าพระพุทธรูปที่ผ่านการ เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีนั้นมักมีสนิมที่มิใช่แห้งกรัง หากแต่เป็นสนิมที่ ฝังลึกราวกับเป็นเนื้อเดียวกับเนื้อโลหะเลยครับความเนียนและความเข้ากันได้ของสีสรรนั้นเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยประสพการณ์จากการชม ของจริงจาพิพิทภัณฑ์บ่อยๆครับแต่ในบางกรณีที่พระพุทธรูปที่ผ่านการ ฝังไว้ในเจดีย์ปูนแบบนี้เนื้อ โลหะนั้นกลับยังคงสภาพอยู่เป็นอย่างดีแต่ผิวองค์พระกลับกร่อนเป็น หลุมๆเกิดสนิมเขียวสลับกับการกัดของเนื้อปูนที่เกาะฝังแน่นบางแห่ง กลับมักพบร่องรอยของฟอสเฟตสลับกับอ๊อกไซด์ของเหล็กและหิน ฟันม้า  
  แสดงภาพพระสมัยอยุทธยา ที่เรียกว่าอยุทธยาทรงเครื่องน้อย (Crowned Buddha in Ayuddayha style)ที่มีอายุศิลปราว 450 ปีหากแต่ว่าเนื้อสำริดที่พบกลับมีธรรมชาติความเก่ากว่าอายุของศิลปมากในกรณีนี้นักโบราณคดีมักสันนิฐานว่าใช้เนื้อโลหะเก่าหรืออาจจะเป็นองค์พระพุทธรูปที่แตกหักเสียหายรวมไปถึงโลหะมีค่าที่ได้จากการสู้รบขยายอาณาจักรหรือได้จากการบรรณาการเป็นต้น  

 
   บางมุมที่น่ารู้ของศิลปพระพุทธรูปแบบเชียงแสน      
   เรื่องและภาพโดย ชนก สุโขทัย