|
พระกำแพง "ซุ้มกอ" ทุ่งเศรษฐี
เจ้าพ่อแห่งลานทุ่งเศรษฐี
พระซุ้มกอ
หรือเจ้าพ่อแห่งลานทุ่งเศรษฐีเป็นยอดพระเครื่องอันดับนำของจังหวัดกำแพงเพชรที่ใครได้ไว้บูชาติดตัวแล้ว
นับว่าเป็นสิริมงคลให้กับตัวเอง เพชรนพเก้าค่าล้นปานใดก็ตาม
บางครั้งก็หาเปรียบได้กับ พระซุ้มกอ
ซึ่งสูงทั้งค่าและมีประสิทธิภาพซึ่งมนุษย์ไม่อาจเนรมิตได้
การมีชีวิตเพื่ออยู่และสร้างแต่กรรมดีแล้ว พระซุ้มกอ
ย่อมคุ้มครองท่านได้เสมอ
และสิ่งที่น่าอิจฉาสำหรับผู้มีพระพิมพ์นี้ยิ่งขึ้นก็คือ
ท่านจะอยู่อย่างคนมีโชคตลอดเวลาทีเดียว
ผมเองนั้นเชื่อเหลือเกิน
เชื่อว่า มึงมีกูไม่จน
ประกาศิตที่กังวานจากเจ้าพ่อแห่งลานทุ่งเศรษฐีนั้นจะเป็นใครกล่าวหรือใครพูดขึ้นเล่นก็ตามทีเถิด
เพราะจนบัดนี้ ผู้ที่ใช้ พระซุ้มกอ แล้วก็ยังไม่เคยมีใคร
บอกว่าห้อยพระซุ้มกอแล้ว ยากจน เลยสักรายเดียว
กำแพงเพชรเมื่อในอดีต
จากซากวัตถุโบราณบางชิ้นแสดงให้รู้ว่า กำแพงเพชร เมื่ออดีตนั้น
คงเป็นส่วนหนึ่งที่ ขอม เข้ามามีอำนาจปกครองอยู่ จนกระทั่งถึง พ.ศ. 1890
พระยาเลอไท กษัตริย์องค์ที่ 4 ในราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย
ได้โปรดให้ฟื้นฟูบูรณะเมืองกำแพงเพชรขึ้นใหม่พร้อมกับพระราชทานนามว่า
นครชุม แล้วยกให้เป็นเมืองลูกหลวงควบคู่กันไปกับ ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร
แม้จะมีชื่อใหม่ในยุคนั้นว่า นครชุม แล้วก็ตาม ชาวเมืองก็ยังคงเรียกว่า
ชากังราว หรือ นครชุม ตลอดมาจนถึงสมัยอยุธยา ในแผ่นดินของ
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ จึงได้กลับมาเรียกเมือง 2 ชื่อนี้ใหม่อีกครั้งว่า
กำแพงเพชร และได้กันเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้
เมือง กำแพงเพชร
นี้ได้ประมาณกันว่ามีอายุกว่า 700 ปี ขึ้นไป
นับเป็นเมืองหน้าด่านที่ต้องเผชิญกับภัยสงครามตั้งแต่สมัยอยุธยาเรื่อยมา
จนถึงสมัยกรุงธนบุรี ตั้งแต่ พ.ศ. 1926-2317
นับเป็นสงครามที่สร้างความบอบช้ำให้กับกำแพงเพชร ในช่วงนั้นไว้มาก
ก่อนหน้าที่จะเรียกกันว่า กำแพงเพชร นั้น ปรากฏว่าเมื่อ พ.ศ. 1900
ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ พระมหาธรรมราชาลิไทย ครองราชย์อยู่นั้น
พระองค์นับเป็นกษัตริย์องค์เดียวของกรุงสุโขทัย
ที่ทรงฝักใฝ่การพระศาสนามากกว่าด้านการทหาร
และในช่วงระยะ พ.ศ.
1900 ดังกล่าวนี้เอง กำแพงเพชร นับว่าเป็นเมืองสำคัญยิ่งนัก
ทั้งนี้ก็เพราะ พระพุทธศาสนา ได้เจิดจ้าขึ้นอย่างคาดไม่ถึง
จากศิลาจารึกหลักที่ 3 ได้แสดงให้รู้ว่า พระมหาธรรมราชาลิไทย
ได้เสด็จไปสถาปนาพระบรมธาตุ, ปลูกพระศรีมหาโพธิ์,
และยังได้บำเพ็ญพระราชกุศลเกี่ยวกับการพระศาสนาไว้ ณ ที่ นครชุม
นั้นอีกเป็นอันมาก
นอกจากนั้น กำแพงเพชร
จากตำนานยังได้กล่าวไว้ว่า
เมืองนี้ได้เคยเป็นที่ประดิษฐานองค์พระแก้วมรกต, และพระพุทธสีหิงค์อีกด้วย
ณ
จังหวัดกำแพงเพชรปัจจุบันนี้ ถ้ามองจากตัวจังหวัดพุ่งสายตาข้ามลำน้ำปิงไปทางทิศนะวันตกก็จะพบกับผืนแผ่นดินนั่นนั้น
ซึ่งเมื่อครั้งอดีต คือ นครชุม แต่ปัจจุบันนี้เป็น ตำบล
ซึ่งรู้จกกันทั่วไปว่า ทุ่งเศรษฐี
อาณาจักรของพระเครื่องที่โด่งดังในด้านโชคลาภมหานิยมยิ่งนัก
และที่ฝั่งลำน้ำปิง
ซึ่งใกล้กับปากคลองสวนหมากฝั่งนครชุมนั้นเอง จะปรากฏ วัดพระบรมธาตุ
อารามหลวงที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งพระมหาธรรมราชาลิไทย
กษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงในรัชกาลที่ 5 ได้เป็นผู้สถาปนาพระบรมธาตุ
ไว้เมื่อ พ.ศ. 1900 นอกจากนั้น
ที่ลานทุ่งเศรษฐียังปรากฏโบราณสถานที่รกร้างเหลืออยู่บ้าง,
กับที่เป็นเนินดินไม่ปรากฏซากปรักหักพังเสียก็มาก คงมีแต่ชื่อวัดที่สำคัญ
เช่น วัดพิกุล, วัดฤาษี, วัดทุ่งเศรษฐี, วัดน้อยบ้านไร่,
วัดเจดีย์กลางทุ่ง ฯลฯ เป็นต้น ทั้งนี้
ประมาณว่าได้กำเนิดขึ้นยุคเดียวกัน โดยอยู่ที่ลานทุ่งเศรษฐีทั้งสิ้น
นอกจากนั้น วัดสำคัญที่กำเนิดในสมัยเดียวกันแต่อยู่ฝั่งจังหวัดก็มีเช่น
วัดอาวาสน้อย, วัดอาวาสใหญ่, วัดช้างล้อม,วัดกำแพงงาม, วัดสี่อิริยาบถ,
วัดเชิงหวาย, วัดช้าง, วัดป่ามืด, วัดพระแก้ว, วัดพระนอน, วัดกะโลทัย,
วัดพระธาตุ และวัดนาคเจ็ดเศียร ฯลฯ เป็นต้น
ปฐมเหตุที่ทำให้พบกรุกำเนิดอันเป็นที่มาของพระเครื่องพิมพ์ต่าง ๆ นั้น
ก็ด้วยท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ แห่งวัดระฆังฯ
ได้ขึ้นไปเยี่ยมญาติที่เมืองกำแพงเพชร เมื่อปี พ.ศ. 2392
ท่านได้อ่านศิลาจารึกที่วัดเสด็จ ก็พบว่าที่เมืองกำแพงเพชรนี้
ยังมีโบราณสถานและพระบรมธาตุอยู่ทางฝั่งตะวันตก ซึ่งได้สร้างไว้เมื่อ
พ.ศ. 1900 พระยากำแพง เจ้าเมืองเดิมจึงบุกป่าสำรวจตามแผ่นศิลาจารึกนั้น
ก็พบพระเจดีย์ 3 องค์ องค์ใหญ่เป็นที่บรรจุพระบรมธาตุไว้ด้วย ต่อมา พระยาตะก่า
จึงได้ขอปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ทั้ง 3 นั้น
โดยรวมเข้าเป็นองค์เดียวกันแล้วสร้างเป็นแบบศิลปพม่า แต่พระยาตะก่าได้สิ้นชีวิตเสียก่อนจะปฏิสังขรณ์เสร็จต่อมา
พะโป้ และ นางทองย้อย จึงได้ทำการสร้างต่อจนสำเร็จในที่สุด

ในปัจจุบันนี้เหนือลำน้ำแม่ปิงขึ้นไปบนฝั่งนครชุมวัดที่จะยังคงอยู่ก็แต่
วัดพระบรมธาตุ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดพระเครื่องกรุแรกเท่านั้น
และจากคราวท่านเจ้าประคุณสมเด็จ
ได้อ่านศิลาจารึกและพ่อเมืองกำแพงเพชรได้ไปสำรวจพบพระเจดีย์จน พระยาตะก่า
และ พระโป้ ได้ขอบูรณปฏิสังขรณ์เสียใหม่ในครั้งนั้นนั่นเอง
เมื่อทำการรื้อเจดีย์ก็ได้พบพระพุทธรูปและพระเครื่องมากมายอยู่ในเจดีย์นั้นทั้งยังเป็นที่ประจักษ์อีกว่า
ผู้สร้างพระเจดีย์ทั้ง 3 องค์นั้น
ได้เป็นผู้นำพระบรมธาตุจากลังกามาบรรจุไว้อีกด้วย นั่นก็คือ
พระมหาธรรมราชาลิไทย กษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัยนั่นเอง
พระเครื่องที่พบทั้งหมดจาการปฏิสังขรณ์คราวนั้นจึงมีอายุ 600
กว่าปีขึ้นไป
ส่วนพระเครื่องที่ขึ้นจากกรุวัดพระบรมธาตุครั้งนั้นก็มี พระซุ้มกอ,
พระเม็ดขนุน, พระพลูจีบ, พระซุ้มยอ พระเชยคางข้างเม็ด,พระท่ามะปราง,
พระฝักดาบเนื้อว่านหน้าทอง-เงิน, พระกำแพงขาโต๊ะ, พระกำแพงขาว,
พระนาคปรก, พระเม็ดมะรื่น,พระนางพญากำแพง, พระกลีบบัว, พระกำแพงห้าร้อย,
พระกำแพงเรือนแก้ว, พระเปิดโลก, พระกลีบจำปา, พระเม็ดมะเคล็ด, พระสาม,
พระเชตุพน, พระงบน้ำอ้อย, และพิมพ์อื่น ๆ มากกว่าร้อยพิมพ์ทีเดียว
ทั้งนี้ยังปรากฏว่าพระแผงเช่นพระนารายฯทรงปืน, พระซุ้มกระรอกกระแต,
พระสาม พระปางมหาปาฏิหาริย์ ก็ได้รวมอยู่ในกรุนี้ขึ้นมาอีด้วยเช่นกัน
จากการอ่านศิลาจารึก
ที่วัดเสด็จจนเป็นผลให้นำไปสู่กรุพระเครื่องมหึมาและได้พบพระบรมธาตุด้วยแล้ว
ยังได้พบแผ่นลานเงินจารึกอักษรขอม เป็นตำนานกล่าวไว้ว่า
ตำบลเมืองพิษณุโลก, เมืองกำแพงเพชร, เมืองพิชัย, เมืองพิจิตร,
เมืองสุพรรณ, ว่ามีฤาษี 11 ตน ฤาษีเป็นใหญ่ 3 ตน ฤาษีพิลาลัยตนหนึ่ง ฤาษีตาไฟตนหนึ่ง,
ฤาษีตาวัวตนหนึ่ง ซึ่งเป็นประธานฤาษีทั้งหลาย
จึงปรึกษากันว่าเราทั้งหลายนี้จะเอาอันใดให้แก่พระศรีธรรมาโศกราช ฤาษีทั้ง
3 จึงว่าแก่ฤาษีทั้งปวงว่าเราจำทำด้วยฤทธิ์
ทำด้วยเครื่องประดิษฐานเงินทองไว้ฉะนี้
ฉลองพระองค์จึงทำเป็นเมฆพัตรอุทุมพร เป็นมฤตย์พิศย์อายุวัฒนะ พระฤาษีประดิษฐ์ไว้ในถ้ำเหวใหญ่น้อย
เป็นอานุภาพแก่มนุษย์ทั้งหลายสมณชีพราหมณาจารย์ไปถ้วนทั่ว 5000 พรรษา พระฤาษีองค์หนึ่งจึงว่าแก่ฤาษีทั้งปวงว่าท่านจงไปเอาว่านทั้งหลายอันมีฤทธิ์เอามาให้ได้
1000
เก็บเอาเกสรดอกไม้อันวิเศษที่มีกฤษณาเป็นอาทิจึงป่าวร้อยเทวดาทั้งปวงให้มาช่วยกันบดยา
ทำเป็นพระพิมพ์ไว้สถานหนึ่งทำเป็นเมฆพัตรสถานหนึ่ง ฤาษีทั้ง 3
องค์นั้นจึงบังคับฤาษีทั้งปวงให้เอาว่านทำเป็นผงเป็นก้อน
ถ้าผู้ใดได้ถวายพระพรแล้วจึงเอาไว้ใช้ตามอานุภาพเถิด ให้ระลึกถึงพระฤาษีที่ทำไว้นั้นเถิด
ฯลฯ
ยังมีข้อความที่พระฤาษีได้กล่าวอุปเท่ห์ไว้อีกมาก
ถ้าหากท่านได้ทราบเรื่องราวข้อความจารึกจากแผ่นลานทองที่ได้จากพระปรางค์ศรีรัตนมหาธาตุ
จังหวัดสุพรรณแล้ว บางท่านก็อาจจะสงสัยว่า
ข้อความที่แปลจากใบลานทองดังกล่าว
กับใบที่พบจากกรุพระปรางค์เมืองสุพรรณนั้น
ช่างมีข้อความที่ออกจะไม่ต่างไปกว่ากันเลยละก้อ ขอให้นึกเสียว่า
นั่นเป็นเรื่องราวที่ต่างก็ เล่ากันว่า...
แล้วก็ยังมีการคัดลอกข้อความกันต่อ ๆ มาอีกเป็นทอด ๆ
โดยจะจริงเท็จประการใดก็หาหลักฐานมาพิสูจน์ไม่ได้เลย
จากเรื่องราวดังได้กล่าวไปแล้ว
จึงพอสรุปได้ว่าพระเครื่องในสกุลทุ่งเศรษฐีที่กำเนิดขึ้นระยะแรก
โดยพระมหาธรรมาราชาลิไทยเป็นผู้สร้างไว้นั้น เมื่อ พ.ศ. 2524นี้แล้ว
พระทุ่งเศรษฐีซึ่งพบครั้งแรกที่วัดพระบรมธาตุนั้น
บัดนี้ได้แตกกรุออกมาเป็นเวลาถึง 132 ปีแล้ว
และนับตังแต่ปีที่ได้สร้างพระ พ.ศ. 1900
พระทุ่งเศรษฐีกรุปฐมฤกษ์ก็จะมีอายุถึง 624 ปีแล้วด้วยเช่นกัน

ลักษณะของศิลปะ
พระเครื่องซึ่งพบที่จังหวัดกำแพงเพชร
ไม่ว่าจะเป็นของพระเครื่องของกรุปฐมฤกษ์ วัดพระบรมธาตุ
อันเป็นปราการด่านแรกของพระกรุทุ่งเศรษฐี หรือจากกรุอื่น ๆ ในบริเวณทุ่งฯ
หรือแม้แต่กระทั่งกรุฝั่งเมืองกำแพงเพชรปัจจุบันนี้ก็ตาม
ในจำนวนพระเครื่องเหล่านั้นทั้งหมด ศิลปที่ปรากฏประมาณ 70%
จะแสดงออกตามจินตนาการของช่างสุโขทัย ซึ่งจะมีทั้งศิลปสุโขทัยยุคต้น
ยุคกลางและยุคปลาย โดยเฉพาะศิลปสุโขทัยแบบกำแพงเพชรมากที่สุด นอกจากนั้น
พระอีกประมาณ 30% เราจะเห็นว่า ศิลปะ
จะมีส่วนสัมพันธ์กันถึง 4 สมัย เช่นพระเครื่องบางองค์เป็นแบบ สุโขทัย
แต่รับเอาอิทธิพลของศิลป เชียงแสน ผสมเข้าไว้ และบางองค์ก็รับอิทธิพลของศิลป
อู่ทอง สัมพันธ์ร่วมไว้อย่างอลังการ แม้กระทั่งศิลป ลพบุรี
ก็ยังเข้ามามีอำนาจอยู่ในพระเครื่องเมืองนี้อยู่ด้วยเช่นกัน
ก็ด้วยเหตุนี้เอง จากการพบกรุพระในลานทุ่งเศรษฐีนั้น บางครั้ง
กลับมีผู้ได้พระเครื่องศิลปแบบอยุธยายุคต้นก็มี นั่นย่อมแสดงให้รู้ว่า
สมัยราชวงศ์พระร่วงได้เสื่อมลงไปแล้ว ศิลปย่อมสืบสมัยต่อมาโดยไม่สิ้นสุด
เมื่อสมัยอยุธยารุ่งโรจน์ ศิลปะ
ของสมัยนั้นย่อมเข้ามามีอิทธิพลแทนที่ในระยะต่อมา
ดังนั้น นักเลงพระ ที่ชาญฉลาดเขามักจะสังเกต ศิลปะ ที่เกี่ยวโยงกัน
ซึ่งจะสามารถบอกให้รู้ถึงอายุของพระได้ หรือสังเกต เนื้อ
ก็จะบอกให้รู้ถึงความเก่า-ใหม่
และถ้าทราบประวัติศาสตร์ไว้บ้างก็จะเป็นส่วนหนึ่งให้เราได้รู้ว่าพระ
ทุ่งเศรษฐี นี้ มิใช่จะมีแต่พระศิลปแบบสุโขทัยเสมอไปเพราะจากคำว่า
กำแพงเพชร หมายถึง ปราการที่แข็งแกร่ง รู้จักกันดีอยู่ในสมัยอยุธยา ส่วน
นครชุม นั้นอยู่ในสมัยสุโขทัย และ ชากังราว ต่างก็เข้าใจว่า
อาจเป็นระยะหนึ่งที่อยู่ในความปกครองของขอม
ดังนั้นจึงเป็นของแน่เหลือเกินที่อาจมีผู้ได้พระเครื่องศิลปแบบลพบุรี
จากลานทุ่งเศรษฐีนี้ไว้บ้างก็ได้
พระกำแพง ซุ้มกอ ทุ่งเศรษฐี
พระกำแพงซุ้มกอ เป็นยอดพระเครื่องอันดับ 1 จากลานทุ่งเศรษฐี
พิมพ์ที่นิยมกันมากได้กับพระซุ้มกอชนิดที่มีลายกนก ที่นิยมรองลงมาได้กับ
พระกำแพงซุ้มกอดำ
ซึ่งพระพิมพ์นี้จะไม่มีลวดลายกนกปรากฏรวมอยู่ในองค์พระไว้เลย
พระกำแพงซุ้มกอ เป็นพระเครื่องปางสมาธิแบบ ขัดราบ
ประทับนั่งบนฐานบัวเล็บช้างห้ากลีบ ด้านข้างทั้งสองขององค์พระใกล้ ๆ
กับพระกรนั้นจะปรากฏลวดลายกนก 4 ขดม้วนตัววิ่งขึ้นไปบรรจบกับพระรัศมี
ที่เป็นเส้นแฉกวิ่งจากประภามณฑล ที่ปรากฏ
ที่ปรากฏล้อมรอบพระเศียรองค์พระซุ้มกอไว้อีกชั้นหนึ่ง
อย่างอลังการไว้ทุกองค์
เว้นแต่พระกำแพงซุ้มกอพิมพ์กลางบางพิมพ์เท่านั้น
พระยอดมหาโชคมหาลาภพิมพ์นี้ เป็นพระเครื่องเนื้อผง
ผสมด้วยดินกับมวลสารที่รวมตัวเป็นองค์พระเครื่องนั้น จะมีว่านร้อยแปด
โดยเฉพาะว่านดอกมะขาม จะต้องปรากฏให้เห็นตามผิวองค์พระ
อันเป็นสัญลักษณ์ของพระเนื้อทุ่งเศรษฐีไว้ทุกๆ องค์
นอกจากนั้นก็มีทรายเงิน, ทรายทอง, และผงเกสรดอกไม้ร้อยแปดรวมอยู่ด้วย
จึงทำให้พระกำแพง ซุ้มกอ กว่า80%
เนื้อจะนุ่มอ่อนตัวกว่าคล้ายกับพระผงสุพรรณทีเดียวว่ากันที่จริงแล้วพระเครื่องพิมพ์ยอดนิยมจากลานทุ่งเศรษฐี
ที่เราเรียกกันว่าพระกำแพงซุ้มกอนี้ หาได้มีแต่พิมพ์เดียวไม่
เพราะทั้งขนาดและเนื้อก็ยังมีแตกต่างกันออกไปอีกมาก
ฉะนั้นเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้รู้ซึ้งถึงการแตกต่างของพระเครื่องพิมพ์นี้ได้โดยละเอียดยิ่งขึ้น
ผมจึงจะขอแยกกล่าวเป็นชนิด ๆ ดังต่อไปนี้
1.
พระซุ้มกอเนื้อผงชนิดมีลายกนก แบบมีลายกนกนี้
โดยเฉพาะเนื้อผงจะมีแต่สีแดง, และสีเหลือง, เท่านั้น
ทั้งนี้ยังแยกแบบออกได้เป็น 3 พิมพ์คือ
พิมพ์ใหญ่ พระซุ้มกอพิมพ์นี้ด้านข้างจะหนา อย่างน้อยครึ่ง ซ.ม.
ขึ้นไป พุทธลักษณะนับว่างดงามกว่าพระซุ้มกอทุกชนิด งามถึงขนาดเห็นหู, ตา,
ปาก, จมูก และจะมีราคาเช่าแพงกว่าทุกพิมพ์อีกด้วย
ข้อควรจำสำหรับพระพิมพ์ใหญ่นี้ก็คือ ซอกแขนทั้งสองข้างจะลึกมาก
ด้านข้างจะถูกตัดด้วยเส้นตอก เหมือนกับด้านข้างพระนางพญา
ส่วนด้านหลังสำหรับพระพิมพ์นี้จะต้องปรากฏเป็นลายกาบหมากอยู่ที่ด้านหลังไว้ทุกองค์
สำหรับขนาดจะมีประมาณ 1.7คูณ 2.5 ซ.ม.
พิมพ์กลาง พระซุ้มกอพิมพ์กลางนี้
ความหนาบางที่ปรากฏไม่ค่อยจะอยู่ในระดับมาตรฐาน
แต่ถึงกระนั้นก็ควรจะหนาประมาณ 4 ม.ม. ขึ้นไป และพูดได้เลยว่า
เป็นพิมพ์ที่ค่อนข้างจะหายากด้วย
สำหรับความงามออกจะด้อยกว่าพิมพ์ใหญ่มากอยู่หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ
หูตาปากจมูกตลอดจนชายสังฆาฏิจะเห็นเพียงราง ๆ เท่านั้น
ทั้งซอกแขนก็จะตื้นมาก ส่วนด้านข้างจะถูกตัดด้วยคมตอกหรือปาดด้วยมีดก็มี
แต่ด้านหลังจะเป็นมุมกลับกับพิมพ์ใหญ่คือ จะต้องมีลายมือปรากฏอยู่
หรือไม่ก็เป็นแบบปาดราบไปเลย พระพิมพ์นี้จะมีขนาดประมาณ 1.7 คูณ 2.3 ซ.ม.
พิมพ์เล็ก
พระซุ้มกอพิมพ์เล็กนับว่าเป็นพระเครื่องที่ค่อนข้างมีมากกว่าทุก ๆ
พิมพ์ทีเดียว ความหนาบางองค์พระก็จะไม่มาตรฐานอีกเช่นกัน
ทั้งในด้านความงาม หรือขอบข้างหรือด้านหลัง ก็จะปรากฏ
เช่นเดียวกับพระซุ้มกอพิมพ์กลางทุกอย่าง ขนาดวัดได้ประมาณ 1.5 คูณ 2.2
ซ.ม.
พิมพ์จิ๋ว พระซุ้มกอพิมพ์นี้ออกจะหาชมได้ยากมาก
ทั้งของจริงก็ไม่งดงามด้วย ขณะนี้มีมากแต่ละองค์ก็สวยงามชัดเจนประมาณ 95%
มักจะเป็นของปลอม
พระพิมพ์จิ๋วนี้ส่วนมากมักจะเป็นของกรุวัดพิกุลองค์พระจะบางกว่าพิมพ์เล็กลงไปเล็กน้อย
ส่วนด้านหลังจะมีลายมือปรากฏอยู่ประปราย ขนาดโดยประมาณวัดได้ 1.1 คูณ 1.4
ซ.ม. เท่านั้นเอง
2.
พระซุ้มกอพิมพ์ ขนมเปี้ย พิมพ์ขนมเปี้ยดังกล่าวนี้
เป็นพระซุ้มกออีกพิมพ์หนึ่งที่ให้แบบ คล้ายกับพระงบน้ำอ้อย แต่จะเล็กกว่า
ลักษณะทำเป็นพิมพ์กลม ๆ ด้านหลังอูมนูนและมีลายมือปรากฏด้วย
ส่วนด้านข้างจะโค้งทรงกลมโดยไม่มีรอยตัดเลย
พระพิมพ์นี้ความจริงแล้วก็คือ พระซุ้มกอพิมพ์กลาง หรือ พิมพ์เล็ก นั่นเอง
จะผิดกันก็ตรงที่มีปีกยื่นออกเป็นวงกลม
นักเลงพระยุคโน้นเห็นพิมพ์ท่านอยู่ในลักษณะเช่นนั้นครั้นจะเรียกว่า
ซุ้มกอพิมพ์งบน้ำอ้อย ฟัง ๆ ดูก็จะไปจ๊ะเอ๋กับพิมพ์จริง ๆ เข้า
ทั้งยังเป็นพระเครื่องคนละสกุลกันอีกด้วย
ดังนั้นจากความกลมของพระซุ้มกอพิมพ์นี้จึงได้ถูกเรียกกันต่อมา
โดยไม่ซ้ำกับพิมพ์งบน้ำอ้อยว่า พิมพ์ขนมเปี้ย เพราะขนมเปี้ยนั้นเขาก็กลมอยู่แล้วเช่นกัน
พระซุ้มกอ พิมพ์ขนมเปี้ย นี้ ได้แยกขนาดออกเป็น 2
แบบด้วยกันคือ
พิมพ์ใหญ่ พระพิมพ์ใหญ่ซุ้มกอขนมเปี้ยนี้
ความจริงก็คือ พระซุ้มกอพิมพ์กลางและพิมพ์ธรรมดา ๆ เรานี่เอง
จะผิดก็ตรงที่มีปีกวงกลมแผ่ออกไป โดยจะมีพระลอยองค์ตรงกลางเท่านั้นเอง
ขนาดพิมพ์ใหญ่นี้เส้นผ่าศูนย์กลางวัดได้ประมาณ 2.5 ซ.ม.
พิมพ์เล็ก สำหรับพระซุ้มกอขนมเปี้ยเล็กนี้
ค่อนข้างจะหายากสักหน่อย จะสังเกตองค์พระได้โดยจะเล็กกว่าพิมพ์ใหญ่
ส่วนปีกที่ยื่นออกเป็นทรงกลมนั้นจะไม่กลมทีเดียวทั้งขอบข้างบางองค์ก็จะเว้าแหว่งเป็นคลื่นด้วย
ขนาดพระพิมพ์เล็กนี้เส้นผ่าศูนย์กลางวัดได้ประมาณ 1.7 ซ.ม. เท่านั้น
3.
พระซุ้มกอดำ ถัดจากพระซุ้มกอพิมพ์ขนมเปี้ยผ่านไปแล้วคราวนี้ก็มาถึงเรื่องพิมพ์ซุ้มกอดำกันบ้าง
พระพิมพ์นี้ พิมพ์
ค่อนข้างจะแหวกแนวไปมากอยู่แต่พุทธลักษณะของท่านจะเหมือนกับพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ชนิดที่มีลายกนกทุกอย่าง
จะผิดก็แต่ตัดกนกด้านข้าง กับบัวเล็บช้างใต้ฐานประทับออกจนหมด
พระซุ้มกอดำ จึงมีแต่พระประทับนั่งปางสมาธิบนฐานเชียง โดยมีปีกโค้งเว้า
รองรับไว้กับมีประภามณฑลล้อมรอบพระเศียรไว้ด้วยพระพักตร์ค่อนข้างป้อม
พระอุระจะผึ่งผายเข้มข้นกว่าพิมพ์นิยมชนิดมีลายกนกเอามากทีเดียว
ด้วยเหตุนี้เองเราจึงต้องยกให้ พระซุ้มกอดำ นี้ เป็นพระเครื่องศิลปะ
วัดตระกวน ซึ่งเป็นยอดศิลปะชั้นหนึ่งของสมัยสุโขทัยยุคต้น
และก็เลยทำให้ผู้เขียนได้คิดไปอีกว่า พระซุ้มกอดำ พิมพ์นี้
น่าจะเป็นพระซุ้มกอพิมพ์ปฐมฤกษ์ที่กำเนิดขึ้นก่อนพระซุ้มกอชนิดที่มีลายกนกเสียมากกว่า
เพราะต่อเมื่อภายหลังขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของสุโขทัยได้รุ่งโรจน์ขึ้นแล้ว
ก็ย่อมเป็นของธรรมดาที่
ศิลปะจะต้องได้รับการพัฒนาให้อลังการยิ่งขึ้นไปด้วยเช่นกัน
ถ้าหากเป็นเช่นนี้แล้ว จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า
พระซุ้มกอชนิดที่มีลายกนกด้านข้างนั้น
ที่จริงแล้วอาจเป็นพระเครื่องที่ช่างให้การพัฒนามาจาก พระซุ้มกอดำ
นั่นเอง
และการที่เรียกว่า พระซุ้มกอดำ นั้น
ก็เพราะเมื่อก่อนไม่ว่าจะขุดพระพิมพ์นี้ได้จากกรุใดในลานทุ่งเศรษฐีก็ตาม
พระทุกองค์มักจะมีสีดำ ไปหมดพระซุ้มกอพิมพ์นี้จึงถูกขนานนามว่า
พระซุ้มกอดำ โดยถือเอาสีมาเรียกเป็นชื่อตั้งแต่นั้นมา

ออกจะหย่อนงามไปบ้างสำหรับพระซุ้มกอดำ
เป็นที่รู้กันว่ากรุกำเนิดของพระซุ้มกอดำ
และพระซุ้มกอชนิดที่มีลายกนกมากแบบนั้น ต่างก็ขึ้นจากกรุ วัดพระบรมธาตุ
เป็นปฐมฤกษ์ด้วยกันทั้งนั้น พระซุ้มกอดำ
ที่จัดว่างามผึ่งผายและเป็นที่นิยมกันมาก ก็เห็นจะได้กับพระซุ้มกอดำของ
กรุวัดพิกุล ภายหลังต่อมาก็ได้มีผู้พบพระซุ้มกอดำพิมพ์นี้อีกที่กรุตาพุ่ม
และ กรุวัดน้อย แต่ก็ได้เพียง 10 กว่าองค์เท่านั้น
โดยองค์พระจะเล็กกว่าของกรุวัดพิกุล
ทั้งเนื้อก็จะออกสีดำอมน้ำตาลเป็นส่วนมากด้วย
4.
พระซุ้มกอ เนื้อว่าน พระซุ้มกอชนิดเนื้อว่าน
จัดเป็นพระเครื่องทุ่งเศรษฐีที่อยู่ในอันดับ ยอดหายาก
อีกพิมพ์หนึ่งเนื้อเท่าที่ปรากฏจะคล้ายกับพิมพ์ฝักดาบ พิมพ์เม็ดขนุน,
คือใช้ว่านมากชนิดรวมทั้งผงเกสรตำรวมกันแล้วอัดลงแน่พิมพ์อีกทอดหนึ่งเรื่องพระเนื้อว่านนี้
พระบางพิมพ์ของกรุทุ่งเศรษฐียังเคยปรากฏพบเนื้อที่เป็นแผ่นว่านล้วน ๆ
กดลงแม่พิมพ์เป็นองค์พระก็มี
พระซุ้มกอที่เป็นชนิดเนื้อว่านนี้ปัจจุบันนี้เราจะพบก็แต่หน้าทองหรือเงินประกบไว้กับว่านอีกชั้นหนึ่งเท่านั้น
เพราะเกือบ 80%
พระทุ่งเศรษฐีเนื้อนี้มักจะกะเทาะกร่อนแตกหมด
เรื่องพระซุ้มกอชนิดเนื้อว่านดังกล่าวนี้ (มีผู้ทำปลอมกันไว้มาก
โดยเนื้อจะอยู่ในสภาพที่ดีเกินไป)
นอกจากจะมีทำเป็นพิมพ์ประกบด้วยแผ่นทองคำ
หรือแผ่นเงินปิดหน้าไว้แล้วชนิดที่เป็นว่านล้วน ๆ
โดยไม่ประกบหน้าอะไรไว้เลยก็มี
เราจะพบกับพระเนื้อว่านซึ่งมีเฉพาะพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ชนิดมีลายกนกกับพิมพ์กลางเท่านั้น
และก็ยังไม่เคยมีผู้ใดได้พบจากกรุอื่น ๆ ในภายหลังอีกเลย
นอกจากกรุวัดพระบรมธาตุ ซึ่งได้แตกกรุออกมาเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2392
เท่านั้นเอง
5.
พระซุ้มกอ เนื้อชิน
พระซุ้มกอชนิดเนื้อชินดังกล่าวนี้
นับเป็นพระอีกพิมพ์หนึ่งที่หายากกว่าชนิดเนื้อผงเสียอีก
ความแตกต่างของพระซุ้มกอชนิดเนื้อชินเงินนี้ ยังแยกพิมพ์ออกได้เป็น 3
ขนาดดังนี้
พิมพ์ใหญ่ ความงามจะลึกคมพอ ๆ
กับพระซุ้มกอชนิดเนื้อผงทีเดียว ทั้งนี้แม้แต่ขนาดก็จะเท่ากันด้วย
แต่ด้านหลังแทนที่จะเป็นลายกาบหมาก กลับเป็นลายผ้าเหมือนพระเนื้อชินทั่ว
ๆ ไป
พิมพ์กลาง ดูกันในด้านความงามแล้ว
พระซุ้มกอชนิดเนื้อชินพิมพ์นี้ จะงามกว่าชนิดเนื้อผงพิมพ์กลางมาก
แต่ความตื้นและขนาดยังคงเท่ากัน
ส่วนด้านหลังจะเป็นลายผ้าและต้นปาดราบก็มี
พิมพ์เล็ก
ในด้านความงามสำหรับพิมพ์นี้จะดีกว่าชนิดเนื้อผง แต่ขนาดจะเท่ากัน
นอกจากนั้นทุก ๆ อย่างของพระซุ้มกอชนิดเนื้อชินพิมพ์เล็กนี้
จะมีเหมือนกับพระซุ้มกอเนื้อชินพิมพ์กลางทุกอย่าง
เจ้าพ่อแห่งลานทุ่งเศรษฐี
จากความยิ่งใหญ่ของพระกำแพงซุ้มกอนี้เอง
บางท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมพระเครื่องพิมพ์นี้
จึงไดรับเกียรติยกย่องให้อยู่ในอันดับ
เหนือกว่าพระทุ่งเศรษฐีที่ขึ้นจากเมืองกำแพงเพชรทั้งปวง
แม้กระทั่งผู้เขียนเองก็ยังถึงกับขนานนามว่า พระซุ้มกอ พิมพ์นี้ว่า
เจ้าพ่อแห่งลานทุ่งเศรษฐี ที่เป็นเช่นนี้มิใช่ว่า พระซุ้มกอ
จะเป็นพระเครื่องที่งามเพียบพร้อมทั้งพิมพ์และเนื้อก็หาไม่
แต่พระพุทธคุณของพระซุ้มกอนี่ซิ
คือหัวใจของความยิงใหญ่ที่ทำให้พระเครื่องพิมพ์นี้
ได้เป็นพระยอดนิยมอันดับ 1 อยู่ในอาณาจักรพระเครื่องมาจนปัจจุบันนี้
พระซุ้มกอ
หรือเจ้าพ่อแห่งลานทุ่งเศรษฐีเป็นยอดพระเครื่องอันดับนำของจังหวัดกำแพงเพชรที่ใครได้ไว้บูชาติดตัวแล้ว
นับว่าเป็นสิริมงคลให้กับตัวเอง เพชรนพเก้า ทองคำมากมาย
แก้วแหวนเงินทองค่าล้นปานใดก็ตาม บางครั้งก็หาเปรียบได้กับ พระซุ้มกอ
ซึ่งสูงทั้งค่าและมีประสิทธิภาพซึ่งมนุษย์ไม่อาจเนรมิตได้
การมีชีวิตเพื่ออยู่ของท่านและสร้างแต่กรรมดีแล้ว
หมั่นระลึกถึงบาปบุญคุณโทษใส่ใจในทั้งสามโลก แล้วพระซุ้มกอ
ย่อมคุ้มครองท่านได้เสมอ
และสิ่งที่น่าอิจฉาสำหรับผู้มีพระพิมพ์นี้ยิ่งขึ้นก็คือ
ท่านจะอยู่อย่างคนมีโชคตลอดเวลาทีเดียว
ผมเองนั้นเชื่อว่า มึงมีกูไม่จน
ประกาศิตที่กังวานจากเจ้าพ่อแห่งลานทุ่งเศรษฐีนั้นจะเป็นใครกล่าวหรือใครพูดขึ้นเล่นก็ตามทีเถิด
เพราะจนบัดนี้ ผู้ที่ใช้ พระซุ้มกอ แล้วก็ยังไม่เคยมีใคร
บอกว่าห้อยพระซุ้มกอแล้ว ยากจน เลยสักรายเดียว
 |